วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557
บทอ่านประจำวัน 1 พฤษภาคม พฤหัส ฉลองนักบุญโยเซฟ
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม 2014
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
น.โยเซฟ กรรมกรบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 5:27-33 )
ในครั้งนั้น เขานำบรรดาอัครสาวกมายังสภาซันเฮดริน มหาสมณะจึงกล่าวหาว่า “เรากำชับท่านทั้งหลายอย่างแข็งขันแล้ว ไม่ให้สอนโดยออกนามนี้ แต่ท่านยังขืนนำคำสอนของตนมาแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และต้องการให้โลหิตของคนคนนี้ตกอยู่กับเรา” เปโตรและบรรดาอัครสาวกตอบว่า “เราต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์” พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราทรงบันดาลให้พระเยซูเจ้าที่ท่านทั้งหลายประหาร โดยตรึงบนไม้กางเขนนั้นกลับคืนพระชนมชีพ พระเจ้าทรงยกพระองค์ท่านขึ้นประทับเบื้องขวาในฐานะเป็นหัวหน้าและผู้กอบกู้ เพื่อให้อิสราเอลกลับใจและรับการให้อภัยบาป เราทั้งหลายเป็นพยานในเรื่องนี้ และพระจิตเจ้า ซึ่งพระเจ้าประทานแก่ผู้ที่เชื่อฟังพระองค์ก็ทรงเป็นพยานด้วย” เมื่อได้ฟังดังนี้ทุกคนในสภาซันเฮดรินรู้สึกโกรธเคืองอย่างมากอยากจะฆ่า บรรดาอัครสาวกเสีย
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว ( มธ 13:54-58 )
เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จออกจากที่นั่น มายังถิ่นกำเนิดของพระองค์ ทรงสั่งสอนในศาลาธรรมของชาวยิว ประชาชนต่างประหลาดใจและพูดว่า “คนนี้เอาปรีชาญาณและอำนาจทำอัศจรรย์มาจากที่ใด เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชายน้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็อยู่กับเรามิใช่หรือ เขาไปได้สิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด” คนเหล่านี้รู้สึกสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิดและในบ้านของตน” พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ที่นั่นไม่มากนัก เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ
วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557
อาจารย์นิกร เทศนา พระธรรมโยเอล2 ๒.๒๗-๓๒ (+เพลย์ลิสต์)
ฟังหลักคำสอนที่ถูกต้องแล้วพระเจ้าจะอวยพระพร เอเมน
ชีวิตเปี่ยมล้น 30042014 เฝ้าเดี่ยวกับ ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย
(กท. 6:11 [THSV])
จงสังเกตดูตัวอักษรที่ข้าพเจ้าเขียนถึงท่านด้วยมือของข้าพเจ้าเองว่าตัวโตเพียงใด
(กท. 6:12 [THSV])
คนที่ปรารถนาได้หน้าตามเนื้อหนังก็จะบังคับพวกท่านให้เข้าสุหนัต เพียงเพื่อพวกเขาจะได้ไม่ถูกข่มเหงเพราะเรื่องกางเขนของพระคริสต์เท่านั้น
(กท. 6:13 [THSV])
แม้แต่คนที่เข้าสุหนัตแล้ว ก็ไม่ได้ประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่พวกเขาปรารถนาให้พวกท่านเข้าสุหนัต เพื่อพวกเขาจะได้เอาเนื้อหนังของพวกท่านไปอวด
(กท. 6:14 [THSV])
ข้าพเจ้าไม่ขออวดอะไรนอกจากเรื่องกางเขนของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ซึ่งโดยกางเขนนั้นโลกได้ตายจากข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็ได้ตายจากโลก
(กท. 6:15 [THSV])
เพราะว่าจะเข้าสุหนัตหรือไม่นั้น ไม่สำคัญอะไร แต่การที่ถูกสร้างใหม่นั้นสำคัญ
(กท. 6:16 [THSV])
สันติสุขและพระเมตตาจงมีแก่ทุกคนที่ประพฤติตามกฎนี้ และแก่อิสราเอลของพระเจ้า
(กท. 6:17 [THSV])
ตั้งแต่นี้ไป ขออย่าให้ใครมารบกวนข้าพเจ้าเลย เพราะว่าข้าพเจ้ามีรอยประทับตราของพระเยซูติดอยู่ที่กายของข้าพเจ้าแล้ว
(กท. 6:18 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย ขอให้พระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราจงสถิตอยู่กับจิตวิญญาณของท่านทั้งหลายด้วยเถิด อาเมน
บทอ่านประจำวัน 30 เมษายน พุธ สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
วันพุธที่ 30 เมษายน 2014
สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา
น.ปีโอ ที่ 5 พระสันตะปาปาบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 5:17-26 )
ในครั้งนั้น มหาสมณะและทุกคนที่อยู่กับเขาคือกลุ่มชาวสะดูสี มีความอิจฉาอย่างยิ่ง จึงจับกุมบรรดาอัครสาวกและจองจำไว้ในคุกสาธารณะ
เวลากลางคืน ทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าเปิดประตูคุก นำบรรดาอัครสาวกออกไป สั่งว่า “ท่านทั้งหลายจงไปที่พระวิหาร ประกาศพระวาจาเกี่ยวกับวิถีชีวิตใหม่นี้ ให้ประชาชนฟังเถิด” เมื่อบรรดาอัครสาวกได้ฟังดังนั้น ก็เข้าไปในพระวิหารตั้งแต่เช้าตรู่และเริ่มสั่งสอนที่นั่น
เมื่อมหาสมณะและทุกคนที่อยู่กับเขามาถึง ก็เรียกประชุมสภาซันเฮดรินและบรรดาผู้อาวุโสทุกคนของอิสราเอล แล้วให้พนักงานไปที่คุกนำตัวบรรดาอัครสาวกออกมา แต่เมื่อพนักงานไปถึง ก็ไม่พบบรรดาอัครสาวกอยู่ในคุกแล้ว จึงกลับมารายงานว่า “พวกเราพบคุกปิดไว้อย่างแน่นหนาและคนเฝ้าก็ยืนรักษาการณ์อยู่ที่ประตู แต่เมื่อเราเปิดประตูเข้าไปก็ไม่พบผู้ใดเลยสักคน” เมื่อนายทหารรักษาพระวิหารและบรรดาหัวหน้าสมณะได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ต่างรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะนั้นเอง มีคนหนึ่งมาบอกว่า “ดูซิ คนเหล่านั้นที่ท่านทั้งหลายจองจำไว้ในคุก กำลังยืนสั่งสอนประชาชนอยู่ในพระวิหาร” นายทหารรักษาพระวิหารพร้อมกับนายทหารยามจึงไปนำบรรดาอัครสาวกมาโดยไม่ใช้ กำลัง เพราะเกรงประชาชนจะขว้างด้วยก้อนหิน
พระวรสารนักบุญยอห์น ( ยน 3:16-21 )
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับนิโคเดมัสว่า “พระเจ้าทรงรักโลกอย่างมากจึงประทานพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระบุตรจะไม่พินาศ แต่จะมีชีวิตนิรันดรเพราะพระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาในโลกนี้มิใช่เพื่อตัดสิน ลงโทษโลก แต่เพื่อโลกจะได้รับความรอดพ้นเดชะพระบุตรนั้นผู้ที่มีความเชื่อในพระบุตรจะ ไม่ถูกตัดสินลงโทษ แต่ผู้ที่ไม่มีความเชื่อก็ถูกตัดสินลงโทษอยู่แล้ว เพราะเขามิได้มีความเชื่อในพระนามของพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้า ประเด็นของการตัดสินลงโทษก็คือความสว่างเข้ามาในโลกนี้แล้ว แต่มนุษย์รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะการกระทำของเขานั้นชั่วร้าย ทุกคนที่ทำความชั่วย่อมเกลียดความสว่างและไม่เข้าใกล้ความสว่าง เกรงว่าการกระทำของตนจะปรากฏชัดแจ้งแต่ผู้ที่ปฏิบัติตามความจริง ย่อมเข้าใกล้ความสว่าง เพื่อให้เห็นชัดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นได้ทำโดยพึ่งพระเจ้า”
ชีวิตเปี่ยมล้น 29042014 เฝ้าเดี่ยวกับ ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย
(กท. 6:1 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย แม้จับใครที่ละเมิดประการใดได้ พวกท่านซึ่งอยู่ฝ่ายพระวิญญาณ จงช่วยคนนั้นด้วยใจสุภาพอ่อนโยนให้เขากลับตั้งตัวใหม่ โดยคิดถึงตัวเอง เกรงว่าท่านจะถูกทดลองด้วย
(กท. 6:2 [THSV])
จงช่วยรับภาระของกันและกัน และด้วยการกระทำเช่นนี้ท่านทั้งหลายก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระคริสต์
(กท. 6:3 [THSV])
เพราะว่าถ้าใครถือตัวว่าเป็นคนสำคัญ ทั้งๆ ที่เขาไม่สำคัญอะไรเลย เขาก็หลอกตัวเอง
(กท. 6:4 [THSV])
แต่ละคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง แล้วจึงจะมีอะไรอวดได้ในตัวเองโดยไม่ต้องเปรียบกับผู้อื่น
(กท. 6:5 [THSV])
เพราะว่าแต่ละคนต้องรับภาระของตัวเอง
(กท. 6:6 [THSV])
ส่วนคนที่รับการสอนพระวจนะ จงแบ่งสิ่งดีทุกอย่างให้แก่คนที่สอนตนเถิด
(กท. 6:7 [THSV])
อย่าหลงเลย ท่านจะล้อเล่นกับพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าใครหว่านอะไรลง ก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น
(กท. 6:8 [THSV])
คนที่หว่านสิ่งที่ตอบสนองเนื้อหนังของตน ก็จะเก็บเกี่ยวความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่คนที่หว่านสิ่งที่ตอบสนองพระวิญญาณ ก็จะเก็บเกี่ยวชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น
(กท. 6:9 [THSV])
อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวในเวลาอันสมควร
(กท. 6:10 [THSV])
เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาส ให้เราทำดีต่อทุกคน และเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคนที่เป็นสมาชิกของครอบครัวแห่งความเชื่อ
บทอ่านประจำวัน 29 เมษายน อังคาร สัปดาห์ที่ 2 เทศกาลปัสกา (+เพลย์ลิสต์)
วันอังคารที่ 29 เมษายน 2014
ระลึกถึง น.กาธารีนา แห่งซีเอนา พรหมจารีบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 4:32-37 )
กลุ่มผู้มีความเชื่อดำเนินชีวิตเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่คิดว่าสิ่งที่ตนมีเป็นกรรมสิทธิ์ของตน แต่ทุกสิ่งเป็นของส่วนรวมบรรดาอัครสาวกยังคงเป็นพยานยืนยันถึงการกลับคืนพระ ชนมชีพของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเครื่องหมายอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ และทุกคนได้รับความเคารพนับถืออย่างสูง
ในกลุ่มของเขาไม่มีใครขัดสน ผู้ใดมีที่ดินหรือบ้านก็ขายและมอบเงินที่ได้ ให้บรรดาอัครสาวก เพื่อแจกจ่ายให้ผู้มีความเชื่อแต่ละคนตามความต้องการ
ชาย คนหนึ่งชื่อโยเซฟ บรรดาอัครสาวกเรียกเขาว่า บารนาบัส ซึ่งแปลว่า บุตรแห่งการให้กำลังใจ เขาเป็นคนเผ่าเลวีชาวเกาะไซปรัส เขามีที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งเขาขาย นำเงินมามอบให้บรรดาอัครสาวกด้วย
พระวรสารนักบุญยอห์น ( ยน 3:7-15 )
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับนิโคเดมัสว่า “อย่าประหลาดใจถ้าเราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องเกิดใหม่จากเบื้องบน ลมย่อมพัดไปในที่ที่ลมต้องการ ท่านได้ยินเสียงลมพัดแต่ไม่รู้ว่า ลมพัดมาจากไหน และจะพัดไปไหน ทุกคนที่เกิดจากพระจิตเจ้าก็เป็นเช่นนี้” นิโคเดมัสทูลถามพระองค์ว่า “เหตุการณ์เช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชาวอิสราเอล ท่านไม่รู้เรื่องเหล่านี้หรือ เราบอกความจริงแก่ท่านว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องที่เรารู้ และเป็นพยานถึงเรื่องที่เราเห็น แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมรับคำยืนยันของเรา ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเมื่อเราพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับโลกนี้ ท่านจะเชื่อได้อย่างไรเมื่อเราจะพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสวรรค์
ไม่มีใครเคยขึ้นไปบนสวรรค์ นอกจากผู้ที่ลงมาจากสวรรค์คือบุตรแห่งมนุษย์เท่านั้น โมเสสยกรูปงูขึ้นในถิ่นทุรกันดารฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะต้องถูกยกขึ้นฉันนั้น เพื่อทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร”
วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557
ข้ารู้แน่พระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่ เพลงสรรเสริญพระเจ้า
ข้ารู้แน่พระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่
ข้ารู้แน่พระคริสต์ทรงพระชนม์อยู่
จิตข้าขอสรรเสริญ
บนกางเขนพระองค์ทรงไถ่บาปข้า
จิตข้าขอสรรเสริญ
องค์พระคริสต์ทรงฤทธิ์
พิชิตความมรณา
จิตข้าขอสรรเสริญ
ข้าจึงมีเสรีพ้นบ่วงมารซาตาน
จิตข้าขอสรรเสริญ
FOR THE LORD IS MARCHING ON - EL SEÑOR MARCHANDO VA
กองทัพพระคริสต์/For the Lord is marching on
องค์พระคริสต์ ทรงนำทัพมุ่งไป
For the Lord is marching on,
อย่างเกรียงไกร หามีใครเทียมทัน
And His army is ever strong;
พระบารมี ของพระคริสต์ทรงเกรียงไกร
And His glory shall be seen upon our land.
จงเปล่งเสียง สำเนียงความมีชัย
Raise the anthem, sing the victor's song;
จงชื่นใจ เพราะธงชัยปักเด่น
Praise the Lord for the battle's won.
ไม่มีอาวุธ เช่นใดอาจหาญมาประจัน
No weapon formed against us shall stand.
Chorus แม่ทัพของเราคือพระเยซู
For the Captain of the host is Jesus;
เราก้าวตามพระบาทของพระองค์
We're following in His footsteps.
พระคริสต์ทรงฤทธิ์
No foe can stand
พิชิตมวลหมู่ไพรี
Against us in the fray
เรากำลัง รุดหน้าไปนำชัย
We are marching in Messiah's band,
ความมีชัย อยู่ในหัตถ์พระองค์
The keys of victory in His mighty hand;
จงมุ่งไปสู่ดินแดน
Let us march on
แห่งพระสัญญา
To take our promised land.
องค์พระคริสต์ ทรงนำทัพมุ่งไป
For the Lord is marching on,
อย่างเกรียงไกร หามีใครเทียมทัน
And His army is ever strong;
พระบารมี ของพระคริสต์ทรงเกรียงไกร
And His glory shall be seen upon our land.
กองทัพพระคริสต์
กองทัพพระคริสต์/For the Lord is marching on
องค์พระคริสต์ ทรงนำทัพมุ่งไป
For the Lord is marching on,
อย่างเกรียงไกร หามีใครเทียมทัน
And His army is ever strong;
พระบารมี ของพระคริสต์ทรงเกรียงไกร
And His glory shall be seen upon our land.
จงเปล่งเสียง สำเนียงความมีชัย
Raise the anthem, sing the victor's song;
จงชื่นใจ เพราะธงชัยปักเด่น
Praise the Lord for the battle's won.
ไม่มีอาวุธ เช่นใดอาจหาญมาประจัน
No weapon formed against us shall stand.
Chorus แม่ทัพของเราคือพระเยซู
For the Captain of the host is Jesus;
เราก้าวตามพระบาทของพระองค์
We're following in His footsteps.
พระคริสต์ทรงฤทธิ์
No foe can stand
พิชิตมวลหมู่ไพรี
Against us in the fray
เรากำลัง รุดหน้าไปนำชัย
We are marching in Messiah's band,
ความมีชัย อยู่ในหัตถ์พระองค์
The keys of victory in His mighty hand;
จงมุ่งไปสู่ดินแดน
Let us march on
แห่งพระสัญญา
To take our promised land.
องค์พระคริสต์ ทรงนำทัพมุ่งไป
For the Lord is marching on,
อย่างเกรียงไกร หามีใครเทียมทัน
And His army is ever strong;
พระบารมี ของพระคริสต์ทรงเกรียงไกร
And His glory shall be seen upon our land
ชีวิตเปี่ยมล้น 28042014 เฝ้าเดี่ยวกับ ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย
(กท. 5:13 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด
(กท. 5:14 [THSV])
เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
(กท. 5:15 [THSV])
แต่ถ้าท่านกัดและกินเนื้อกันและกัน จงระวังให้ดี ท่านจะย่อยยับไปด้วยกัน
(กท. 5:16 [THSV])
แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่าจงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ แล้วท่านจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง
(กท. 5:17 [THSV])
เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังขัดแย้งพระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ขัดแย้งเนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน ดังนั้นท่านทั้งหลายจึงไม่สามารถทำสิ่งที่ท่านปรารถนาจะทำ
(กท. 5:18 [THSV])
แต่ถ้าท่านทั้งหลายได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณ ท่านก็ไม่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ
(กท. 5:19 [THSV])
การงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการล่วงประเวณี การโสโครก การเสเพล
(กท. 5:20 [THSV])
การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การฉุนเฉียวกัน การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน
(กท. 5:21 [THSV])
การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆ ในทำนองนี้ซึ่งข้าพเจ้าเคยเตือนพวกท่านมาก่อนว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่มีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้า
(กท. 5:22 [THSV])
ส่วนผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความยินดี สันติสุข ความอดทน ความกรุณา ความดี ความซื่อสัตย์
(กท. 5:23 [THSV])
ความสุภาพอ่อนโยน การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย
(กท. 5:24 [THSV])
ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ได้ตรึงเนื้อหนังไว้ที่กางเขนพร้อมกับราคะและตัณหาแล้ว
(กท. 5:25 [THSV])
ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย
(กท. 5:26 [THSV])
เราอย่าอวดตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉากันเลย
บทอ่านประจำวัน 28 เมษายน จันทร์
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2014
น.เปโตร ชาเนล พระสงฆ์และมรณสักขี น.หลุยส์ มารีย์ กรียอง เดอ มงฟอร์ต พระสงฆ์บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 4:23-31 )
เมื่อเปโตรและยอห์นได้รับการปลดปล่อยแล้ว ก็ไปพบบรรดาศิษย์ เล่าทุกเรื่องที่บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้อาวุโสกล่าวกับตน เมื่อบรรดาศิษย์ฟังจบแล้ว จึงพร้อมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้าว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงสร้างฟ้า แผ่นดิน ทะเล และสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในนั้น เดชะพระจิตเจ้าพระองค์ทรงดลใจให้กษัตริย์ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์และผู้เป็นบรรพบุรุษของข้าพเจ้าทั้งหลาย ตรัสว่า“ทำไมชนชาติทั้งหลายจึงบันดาลโทสะ และบรรดาประชาชาติจึงวางแผนไร้สาระ
บรรดากษัตริย์ของแผ่นดินต่างต่อต้าน บรรดาผู้ปกครองมาร่วมกันต่อสู้กับองค์พระผู้เป็นเจ้า และผู้รับเจิมของพระองค์”
ความจริงแล้ว ในเมืองนี้กษัตริย์เฮโรดและปอนทิอัส ปีลาต ร่วมกับคนต่างชาติและประชากรอิสราเอลต่อสู้กับพระเยซูเจ้าผู้รับใช้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงเจิมไว้ เพื่อทำให้พระประสงค์ที่ทรงกำหนดไว้ด้วยพระอานุภาพสำเร็จไป บัดนี้ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทอดพระเนตรคำข่มขู่ของเขาทั้งหลายและประทานให้ข้ารับใช้ของพระองค์ประกาศพระวาจาของพระองค์ด้วยความกล้าหาญอย่างยิ่งเถิด โปรดแสดงพระอานุภาพในการรักษาโรคให้เครื่องหมายอัศจรรย์และปาฏิหาริย์เกิดขึ้นเดชะพระนามของพระเยซูเจ้าผู้รับใช้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์เถิด เมื่อบรรดาศิษย์อธิษฐานภาวนาจบแล้ว สถานที่ที่เขามาชุมนุมกันนั้นก็สั่นสะเทือน ทุกคนได้รับพระจิตเจ้าเต็มเปี่ยมและเริ่มประกาศพระวาจาของพระเจ้าอย่างกล้าหาญ
พระวรสารนักบุญยอห์น (ยน 3:1-8)
ชายคนหนึ่งจากกลุ่มชาวฟาริสีชื่อนิโคเดมัส เป็นหัวหน้าคนหนึ่งของชาวยิว เขามาเฝ้าพระเยซูเจ้าตอนกลางคืน ทูลว่า “รับบี พวกเรารู้ว่า ท่านเป็นอาจารย์ที่มาจากพระเจ้า เพราะไม่มีใครทำเครื่องหมายอัศจรรย์อย่างที่ท่านทำได้ นอกจากพระเจ้าจะสถิตกับเขา” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเห็นพระอาณาจักรของพระเจ้า ถ้าเขาไม่ได้เกิดใหม่” นิโคเดมัสทูลถามว่า “คนชราแล้วจะเกิดใหม่ได้อย่างไรกัน เขาจะเข้าไปในครรภ์มารดาอีกครั้งหนึ่ง แล้วเกิดใหม่ได้หรือ” พระเยซูเจ้าทรงตอบว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่าไม่มีใครเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าถ้าเขาไม่เกิดจากน้ำและพระจิตเจ้า สิ่งใดที่เกิดจากเนื้อหนังย่อมเป็นเนื้อหนังสิ่งใดที่เกิดจากพระจิตเจ้า ย่อมเป็นจิต อย่าประหลาดใจถ้าเราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายจำเป็นต้องเกิดใหม่จากเบื้องบน ลมย่อมพัดไปในที่ที่ลมต้องการ ท่านได้ยินเสียงลมพัดแต่ไม่รู้ว่า ลมพัดมาจากไหน และจะพัดไปไหน ทุกคนที่เกิดจากพระจิตเจ้าก็เป็นเช่นนี้”
วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557
[Thai Living Life] 26-04-2014
(กท. 4:21 [THSV])
ท่านทั้งหลายผู้ที่อยากอยู่ใต้ธรรมบัญญัติ บอกข้าพเจ้าเถิด ท่านไม่ได้ฟังธรรมบัญญัติหรือ?
(กท. 4:22 [THSV])
เพราะมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่าอับราฮัมมีบุตรสองคน คนหนึ่งเกิดจากหญิงทาส อีกคนหนึ่งเกิดจากหญิงที่เป็นไท
(กท. 4:23 [THSV])
บุตรที่เกิดจากหญิงทาสนั้นก็เกิดตามปกติ แต่บุตรที่เกิดจากหญิงที่เป็นไทนั้นเกิดตามพระสัญญา
(กท. 4:24 [THSV])
ข้อความนี้เป็นอุปไมย ผู้หญิงสองคนนั้นได้แก่พันธสัญญาสองอย่าง คนหนึ่งมาจากภูเขาซีนาย คลอดลูกเป็นทาส คือนางฮาการ์
(กท. 4:25 [THSV])
นางฮาการ์นั้นได้แก่ภูเขาซีนายในอาระเบีย เล็งถึงกรุงเยรูซาเล็มปัจจุบัน เพราะว่ากรุงนี้กับพลเมืองเป็นทาสอยู่
(กท. 4:26 [THSV])
แต่ว่าเยรูซาเล็มซึ่งอยู่เบื้องบนนั้น เป็นไท เป็นมารดาของเรา
(กท. 4:27 [THSV])
เพราะว่ามีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “จงชื่นชมยินดีเถิด โอหญิงหมันเอ๋ย ผู้ไม่คลอดบุตร จงเปล่งเสียงโห่ร้อง เจ้าผู้ไม่เจ็บครรภ์ เพราะว่าบุตรของแม่ร้าง ก็ยังมีมากกว่าบุตรของหญิงที่มีสามี”
(กท. 4:28 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย เราเป็นบุตรแห่งพระสัญญาเช่นเดียวกับอิสอัค
(กท. 4:29 [THSV])
แต่ในครั้งนั้น ผู้ที่เกิดตามปกติได้ข่มเหงผู้ที่เกิดตามพระวิญญาณอย่างไรปัจจุบันนี้ก็เหมือนกันอย่างนั้น
(กท. 4:30 [THSV])
แต่พระคัมภีร์ว่าอย่างไร? ก็ว่า “จงไล่หญิงทาสกับบุตรชายของนางไปเสีย เพราะว่าบุตรของหญิงทาสจะรับมรดกร่วมกับบุตร ของหญิงที่เป็นไทไม่ได้”
(กท. 4:31 [THSV])
เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย เราไม่ใช่บุตรของหญิงทาส แต่เป็นบุตรของหญิงที่เป็นไท
วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557
บทอ่านประจำวัน 25 เมษายน ศุกร์
วันศุกร์ที่ 25 เมษายน 2014
วันศุกร์ในอัฐมวารปัสกาบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 4:1-12)
ขณะที่เปโตรและยอห์นกำลังปราศรัยกับประชาชนอยู่นั้น บรรดาสมณะพร้อมกับนายทหารรักษาพระวิหารและบรรดาชาวสะดูสีได้เข้ามาพบ เขาไม่พอใจมากที่ทั้งสองคนสั่งสอนประชาชนและประกาศว่าบรรดาผู้ตายจะกลับ คืนชีพเพราะพระเยซูเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพ เขาจับกุมเปโตรและยอห์นจองจำไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น เพราะเป็นเวลาเย็นแล้ว แต่หลายคนที่ฟังคำเทศน์สอนนั้นมีความเชื่อ และจำนวนของคนเหล่านี้เพิ่มขึ้นถึงประมาณห้าพันคน
วันรุ่งขึ้น บรรดาผู้ปกครอง ผู้อาวุโสและธรรมาจารย์ มาประชุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม พร้อมกับอันนาสมหาสมณะ คายาฟาส ยอห์น อเล็กซานเดอร์และสมาชิกทุกคนในครอบครัวมหาสมณะ เขานำเปโตรและยอห์นมาอยู่กลางที่ประชุม แล้วเริ่มซักถามว่า “ท่านทั้งสองคนทำการโดยอำนาจหรือในนามของผู้ใด” เปโตรเปี่ยมด้วยพระจิตเจ้ากล่าวกับเขาว่า “ท่านผู้ปกครองประชาชน และผู้อาวุโสทั้งหลาย วันนี้เราทำความดีรักษาผู้ป่วยคนหนึ่ง เราจึงถูกสอบสวนว่าคนนี้หายจากโรคได้อย่างไร ท่านทั้งหลายและประชาชนอิสราเอลทุกคนจงรู้เถิดว่า ชายคนนี้หายจากโรคมายืนอยู่ต่อหน้าท่านทั้งหลาย ก็เพราะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าชาวนาซาเร็ธ ซึ่งท่านนำไปตรึงกางเขน แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้กลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย พระเยซูเจ้าองค์นี้ทรงเป็นศิลาซึ่งท่านทั้งหลายผู้เป็นช่างก่อสร้างขว้าง ทิ้งเสีย แต่ได้กลายเป็นศิลาหัวมุม ไม่มีผู้ใดช่วยให้เรารอดพ้น เพราะใต้ฟ้านี้พระเจ้ามิได้ประทานนามอื่นแก่มนุษย์นอกจากนามนี้ที่ช่วยเรา ให้รอดพ้นได้
พระวรสารนักบุญยอห์น ( ยน 21:1-14 )
หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์อีกครั้งหนึ่งที่ฝั่งทะเลสา บทีเบเรียส เรื่องราวเป็นดังนี้ ศิษย์บางคนอยู่พร้อมกันที่นั่น คือซีโมน เปโตร กับโทมัสที่เรียกกันว่า “ฝาแฝด” นาธานาเอล ซึ่งมาจากหมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองคนของเศเบดีและศิษย์อีกสองคน ซีโมน เปโตรบอกคนอื่นว่า “ข้าพเจ้าจะไปจับปลา” ศิษย์คนอื่นตอบว่า “พวกเราจะไปกับท่านด้วย” เขาทั้งหลายออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นทั้งคืนเขาจับปลาไม่ได้เลย
พอ รุ่งสาง พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่บนฝั่ง แต่บรรดาศิษย์ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทรงร้องถามว่า “ลูกเอ๋ย มีอะไรกินบ้างไหม” เขาตอบว่า “ไม่มี” พระองค์จึงตรัสว่า “จงเหวี่ยงแหไปทางกราบเรือด้านขวาซิ แล้วจะได้ปลา” บรรดาศิษย์จึงเหวี่ยงแหออกไป แต่ดึงขึ้นไม่ไหว เพราะได้ปลาเป็นจำนวนมาก ศิษย์ที่พระเยซูเจ้าทรงรักกล่าวกับเปโตรว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้านี่” เมื่อซีโมน เปโตรได้ยินว่า “เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวม เพราะเขาไม่ได้สวมเสื้ออยู่ แล้วกระโดดลงไปในทะเล ศิษย์คนอื่นเข้าฝั่งมากับเรือ ลากแหที่ติดปลาเข้ามาด้วย เพราะอยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก ประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น
เมื่อ บรรดาศิษย์ขึ้นมาบนฝั่ง ก็เห็นถ่านติดไฟลุกอยู่ มีปลาและขนมปังวางอยู่บนไฟ พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “จงเอาปลาที่เพิ่งจับได้มาบ้างซิ” ซีโมน เปโตรจึงลงไปในเรือ แล้วลากแหขึ้นฝั่ง มีปลาตัวใหญ่ติดอยู่เต็ม นับได้หนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว แต่ทั้ง ๆ ที่ติดปลามากเช่นนั้น แหก็ไม่ขาด พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า “มากินอาหารกันเถิด” ไม่มีศิษย์คนใดกล้าถามว่า “ท่านเป็นใคร” เพราะรู้ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเยซูเจ้าทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขา แล้วทรงแจกปลาให้เช่นเดียวกัน นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์แก่บรรดาศิษย์หลังจาก ที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย
วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557
บทอ่านประจำวัน 24 เมษายน พฤหัส
บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 3:11-26 )
ขณะที่คนซึ่งเคยเป็นง่อยคนนั้นหน่วงเหนี่ยวเปโตรและยอห์นไว้ ประชาชนทุกคนประหลาดใจอย่างยิ่ง ต่างวิ่งไปหาเขาทั้งสองคนที่เฉลียงซึ่งเรียกว่า “เฉลียงซาโลมอน”
เมื่อเปโตรเห็นดังนั้นจึงกล่าวปราศรัยกับประชาชนว่า “ชาวอิสราเอลทั้งหลาย ทำไมท่านจึงประหลาดใจในเรื่องนี้ ทำไมท่านจึงจ้องมองเราเหมือนกับว่าเราทำให้ชายผู้นี้เดินได้ด้วยอำนาจหรือความศักดิ์สิทธิ์ของเรา พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราได้ทรงสำแดงอำนาจอันรุ่งเรืองของพระเยซูเจ้าผู้รับใช้ของพระองค์ ท่านทั้งหลายได้มอบพระเยซูเจ้านี้ให้แก่บรรดาผู้ปกครองและได้ปฏิเสธพระองค์ต่อหน้าปีลาต ทั้งๆ ที่ปีลาตตัดสินใจจะปล่อยพระองค์อยู่แล้ว ท่านปฏิเสธพระองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรม แต่กลับขอให้ปล่อยฆาตกร ท่านประหารเจ้าชีวิต แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตาย เราเป็นพยานได้ในเรื่องนี้ ด้วยความเชื่อในพระนามของพระองค์ ชายผู้นี้ซึ่งท่านทั้งหลายเห็นและเคยรู้จักจึงกลับมีกำลังขึ้นอีก ความเชื่อในพระองค์นี้แหละรักษาชายง่อยคนนี้ให้เป็นปกติต่อหน้าท่านทั้งหลาย
ถึงกระนั้น พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านทำไปเพราะไม่รู้เช่นเดียวกับบรรดาหัวหน้าของท่าน แต่พระเจ้าทรงใช้วิธีนี้เพื่อทำให้ถ้อยคำที่พระองค์ตรัสไว้ล่วงหน้าโดยทางบรรดาประกาศกว่าพระคริสตเจ้าของพระองค์จะต้องทรงรับทรมานนั้นเป็นจริง เพราะฉะนั้นท่านจงเป็นทุกข์กลับใจและหันมาหาพระเจ้าเถิด เพื่อบาปของท่านจะได้รับการอภัย และดังนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงบันดาลให้เวลาแห่งการให้กำลังใจมาถึง และจะทรงส่งพระคริสตเจ้าที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้ามาหาท่าน คือพระเยซูเจ้า พระองค์ยังต้องทรงรออยู่ในสวรรค์จนกระทั่งถึงเวลาที่จะทรงฟื้นฟูทุกสิ่งขึ้นใหม่ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่โบราณกาลโดยปากของบรรดาประกาศกผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ โมเสสกล่าวไว้ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงบันดาลให้ท่านมีประกาศกคนหนึ่งเหมือนข้าพเจ้า เกิดขึ้นจากบรรดาพี่น้องของท่าน ท่านจงเชื่อฟังทุกสิ่งที่เขาจะบอก ผู้ใดไม่เชื่อฟังประกาศกผู้นี้ จะต้องถูกกำจัดออกไปจากประชากร” ประกาศกทุกคนตั้งแต่ประกาศกซามูเอลเป็นต้นมาก็ได้กล่าวและประกาศล่วงหน้าถึงเรื่องเหล่านี้
ท่านทั้งหลายเป็นบุตรหลานของบรรดาประกาศก และของพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของท่าน เมื่อตรัสแก่อับราฮัมว่า “ประชาชาติทั้งหลายบนแผ่นดินจะได้รับพระพรโดยทางเชื้อสายของท่าน” ดังนั้น พระเจ้าทรงบันดาลให้ผู้รับใช้ของพระองค์ทรงกลับคืนพระชนมชีพ และทรงส่งมาหาท่านก่อนผู้อื่นเพื่อนำพระพรมาให้ท่านแต่ละคนกลับใจละทิ้งวิถีทางชั่วร้ายของตน”
พระวรสารนักบุญลูกา ( ลก 24:35-48 )
เวลานั้น ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้เมื่อทรงบิขนมปังขณะที่บรรดาศิษย์สนทนากันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ในหมู่เขา ตรัสว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” เขาต่างตกใจกลัว คิดว่าได้เห็นผี แต่พระองค์ตรัสว่า “ท่านวุ่นวายใจทำไม เพราะเหตุใดท่านจึงมีความสงสัยในใจ จงดูมือและเท้าของเราซิ เป็นเราเองจริงๆ จงคลำตัวเราดูเถิด ผีไม่มีเนื้อ ไม่มีกระดูกอย่างที่ท่านเห็นว่าเรามี” ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงให้เขาดูพระหัตถ์และพระบาท เขายินดีและแปลกใจจนไม่อยากเชื่อ พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “ท่านมีอะไรกินบ้าง” เขาถวายปลาย่างชิ้นหนึ่งแด่พระองค์ พระองค์ทรงรับมาเสวยต่อหน้าเขา
หลังจากนั้น พระองค์ตรัสกับเขาว่า “นี่คือความหมายของถ้อยคำที่เรากล่าวไว้ขณะที่ยังอยู่กับท่าน ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับเราในธรรมบัญญัติของโมเสส บรรดาประกาศกและเพลงสดุดีจะต้องเป็นความจริง” แล้วพระองค์ทรงทำให้เขาเกิดปัญญาเข้าใจพระคัมภีร์ ตรัสว่า “มีเขียนไว้ดังนี้ว่า พระคริสตเจ้าจะต้องรับการทนทรมานและจะกลับคืนพระชนมชีพจากบรรดาผู้ตายในวันที่สาม จะต้องประกาศในพระนามของพระองค์ให้นานาชาติกลับใจเพื่อรับอภัยบาปโดยเริ่มจากกรุงเยรูซาเล็ม ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงเรื่องทั้งหมดนี้”
มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือโนอาห์หรือ
มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือโนอาห์หรือ
ปัจจุบันนี้ไดโนเสาร์เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในโทรทัศน์ และในภาพยนตร์ มีของเล่นมากมายที่ทำเป็นไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สัตว์ที่แปลกชนิดนี้มีชีวิตและกลายเป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปนานแล้ว ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะแปลกใจว่าในพระคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทางพระคัมภีร์หลายท่านเชื่อว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหลายปีก่อนน้ำท่วมโลกที่เราได้อ่านในหนังสือปฐมกาล ดังนั้น จึงไม่มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือของโนอาห์ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราไม่เคยอ่านพบไดโนเสาร์ในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนบอกเราทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือคู่มือทางวิทยาศาสตร์ พระคัมภีร์บอกเราถึงเรื่องของมนุษย์และแผนการของพระเจ้าต่อชีวิตของเรา
ปัจจุบันนี้ไดโนเสาร์เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในโทรทัศน์ และในภาพยนตร์ มีของเล่นมากมายที่ทำเป็นไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สัตว์ที่แปลกชนิดนี้มีชีวิตและกลายเป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปนานแล้ว ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะแปลกใจว่าในพระคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทางพระคัมภีร์หลายท่านเชื่อว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหลายปีก่อนน้ำท่วมโลกที่เราได้อ่านในหนังสือปฐมกาล ดังนั้น จึงไม่มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือของโนอาห์ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราไม่เคยอ่านพบไดโนเสาร์ในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนบอกเราทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือคู่มือทางวิทยาศาสตร์ พระคัมภีร์บอกเราถึงเรื่องของมนุษย์และแผนการของพระเจ้าต่อชีวิตของเรา
ข้อความสำคัญ
พระเจ้าตรัสว่า
ดูสัตว์ใหญ่ เยเฮโมท โลดถลา เราสร้างมารวมเจ้าจงอย่าสงสัย
มันกินหญ้าเหมือนวัวย้ำตามหทัย อนามัยแข็งเหลือกล้ามเนื้อเกร็ง
หางมันชี้คล้ายที่ต้นสีดาร์ กล้ามเนื้อขาแกร่งกล้าทีท่าเก่ง
กระดูกคล้ายทองสัมฤทธิ์พิศเพ่งเล็ง ขาแข็งเกร็งเหมือนเหล็กท่อนไม่อ่อนแอ
สัตว์ประหลาดที่ทึ่งตะลึงดู มีพระผู้สร้างเองไซร้ปราบได้แน่
(โยบ 40:15-19)
พระเจ้าตรัสว่า
ดูสัตว์ใหญ่ เยเฮโมท โลดถลา เราสร้างมารวมเจ้าจงอย่าสงสัย
มันกินหญ้าเหมือนวัวย้ำตามหทัย อนามัยแข็งเหลือกล้ามเนื้อเกร็ง
หางมันชี้คล้ายที่ต้นสีดาร์ กล้ามเนื้อขาแกร่งกล้าทีท่าเก่ง
กระดูกคล้ายทองสัมฤทธิ์พิศเพ่งเล็ง ขาแข็งเกร็งเหมือนเหล็กท่อนไม่อ่อนแอ
สัตว์ประหลาดที่ทึ่งตะลึงดู มีพระผู้สร้างเองไซร้ปราบได้แน่
(โยบ 40:15-19)
พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง
ปฐมกาล 7:1-24
1 พระยาห์เวห์ตรัสกับโนอาห์ว่า “ท่านจงเข้าไปในเรือ พร้อมกับครอบครัวของท่าน เพราะในท่ามกลางคนร่วมสมัย เราเห็นว่าท่านเท่านั้นเป็นผู้ชอบธรรมต่อหน้าเรา 2 ท่านจงเอาสัตว์ทุกชนิดที่ไม่มีมลทินไปด้วยอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่มีมลทินอย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย 3 และจงเอานกในท้องฟ้าอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วแผ่นดิน 4 อีกเจ็ดวัน เราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน และเราจะทำลายล้างสัตว์มีชีวิตทั้งหมดที่เราได้สร้างไปจากพื้นแผ่นดิน” 5 โนอาห์ทำตามที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาทุกประการ
6 โนอาห์อายุหกร้อยปีเมื่อเกิดน้ำวินาศท่วมแผ่นดิน
7 โนอาห์พร้อมกับบุตรภรรยา และบุตรสะใภ้เข้าไปในเรือเพื่อหนีน้ำวินาศ 8 บรรดาสัตว์ทั้งที่ไม่มีมลทินและสัตว์มีมลทิน นกและสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน 9 อย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เข้าไปในเรือพร้อมกับโนอาห์ ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่โนอาห์1 10 เจ็ดวันต่อมา น้ำวินาศก็เริ่มท่วมแผ่นดิน
11 เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี วันที่สิบเจ็ดเดือนที่สอง วันนั้นบรรดาน้ำทั้งหลายใต้บาดาลก็พวยพุ่งขึ้น และประตูน้ำในท้องฟ้าก็เปิดออก2 12 ฝนตกลงบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน
13 วันนั้น โนอาห์และบุตรชาย คือ เชม ฮามและยาเฟท เข้าไปในเรือพร้อมกับภรรยาของโนอาห์และบุตรสะใภ้ทั้งสามคน 14 บรรดาสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดิน นก และสัตว์ปีกทุกชนิดก็เข้าไปด้วย 15 สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าไปในเรือทีละคู่พร้อมกับโนอาห์ 16 สัตว์ทุกชนิด ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปในเรือ ตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระยาห์เวห์ทรงปิดประตูเรือ
น้ำวินาศ
17 น้ำวินาศท่วมแผ่นดินอยู่สี่สิบวัน น้ำค่อยๆ สูงขึ้น และยกเรือให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน 18 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นเหนือพื้นดิน และเรือก็ลอยอยู่เหนือน้ำ 19 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ท้องฟ้า 20 น้ำขึ้นสูงสุดถึงสิบห้าศอกเหนือยอดเขา 21 สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินก็ตายสิ้น ทั้งนก สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เล็กทุกชนิดที่เคลื่อนไหวเป็นฝูงบนแผ่นดิน รวมทั้งมนุษย์ทุกคน 22 ทุกสิ่งที่เคยมีชีวิตบนดินแห้ง ก็ตายสิ้น 23 ทุกสิ่งที่มีชีวิตบนแผ่นดินถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ทั้งมนุษย์ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานและนกในท้องฟ้าถูกกวาดล้างไปจากแผ่นดิน มีแต่โนอาห์เท่านั้นที่รอดพ้นพร้อมกับผู้ที่อยู่ในเรือกับเขา 24 ระดับน้ำท่วมสูงอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน
ยอห์น 1:3
พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวจนาตถ์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่ทรงสร้างโดยทางพระวจนาตถ์
คำถามที่เกี่ยวข้อง
ปฐมกาล 7:1-24
1 พระยาห์เวห์ตรัสกับโนอาห์ว่า “ท่านจงเข้าไปในเรือ พร้อมกับครอบครัวของท่าน เพราะในท่ามกลางคนร่วมสมัย เราเห็นว่าท่านเท่านั้นเป็นผู้ชอบธรรมต่อหน้าเรา 2 ท่านจงเอาสัตว์ทุกชนิดที่ไม่มีมลทินไปด้วยอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่มีมลทินอย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย 3 และจงเอานกในท้องฟ้าอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วแผ่นดิน 4 อีกเจ็ดวัน เราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน และเราจะทำลายล้างสัตว์มีชีวิตทั้งหมดที่เราได้สร้างไปจากพื้นแผ่นดิน” 5 โนอาห์ทำตามที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาทุกประการ
6 โนอาห์อายุหกร้อยปีเมื่อเกิดน้ำวินาศท่วมแผ่นดิน
7 โนอาห์พร้อมกับบุตรภรรยา และบุตรสะใภ้เข้าไปในเรือเพื่อหนีน้ำวินาศ 8 บรรดาสัตว์ทั้งที่ไม่มีมลทินและสัตว์มีมลทิน นกและสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน 9 อย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เข้าไปในเรือพร้อมกับโนอาห์ ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่โนอาห์1 10 เจ็ดวันต่อมา น้ำวินาศก็เริ่มท่วมแผ่นดิน
11 เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี วันที่สิบเจ็ดเดือนที่สอง วันนั้นบรรดาน้ำทั้งหลายใต้บาดาลก็พวยพุ่งขึ้น และประตูน้ำในท้องฟ้าก็เปิดออก2 12 ฝนตกลงบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน
13 วันนั้น โนอาห์และบุตรชาย คือ เชม ฮามและยาเฟท เข้าไปในเรือพร้อมกับภรรยาของโนอาห์และบุตรสะใภ้ทั้งสามคน 14 บรรดาสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดิน นก และสัตว์ปีกทุกชนิดก็เข้าไปด้วย 15 สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าไปในเรือทีละคู่พร้อมกับโนอาห์ 16 สัตว์ทุกชนิด ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปในเรือ ตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระยาห์เวห์ทรงปิดประตูเรือ
น้ำวินาศ
17 น้ำวินาศท่วมแผ่นดินอยู่สี่สิบวัน น้ำค่อยๆ สูงขึ้น และยกเรือให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน 18 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นเหนือพื้นดิน และเรือก็ลอยอยู่เหนือน้ำ 19 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ท้องฟ้า 20 น้ำขึ้นสูงสุดถึงสิบห้าศอกเหนือยอดเขา 21 สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินก็ตายสิ้น ทั้งนก สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เล็กทุกชนิดที่เคลื่อนไหวเป็นฝูงบนแผ่นดิน รวมทั้งมนุษย์ทุกคน 22 ทุกสิ่งที่เคยมีชีวิตบนดินแห้ง ก็ตายสิ้น 23 ทุกสิ่งที่มีชีวิตบนแผ่นดินถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ทั้งมนุษย์ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานและนกในท้องฟ้าถูกกวาดล้างไปจากแผ่นดิน มีแต่โนอาห์เท่านั้นที่รอดพ้นพร้อมกับผู้ที่อยู่ในเรือกับเขา 24 ระดับน้ำท่วมสูงอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน
ยอห์น 1:3
พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวจนาตถ์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่ทรงสร้างโดยทางพระวจนาตถ์
คำถามที่เกี่ยวข้อง
ทำไมในปัจจุบันจึงไม่มีไดโนเสาร์
ทำไมจึงไม่มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์ในพระคัมภีร์
สมัยของอาดัมและเอวามีไดโนเสาร์หรือ
สำหรับพ่อแม่/คุณครู
พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงไดโนเสาร์ แต่มีกล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง (ยอห์น 1:3) มีบางคำ เช่นคำว่า “เยเฮโมท” กล่าวถึงสัตว์ที่มีขนาดใหญ่เท่าไดโนเสาร์
มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือโนอาห์หรือ
มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือโนอาห์หรือ
ปัจจุบันนี้ไดโนเสาร์เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในโทรทัศน์ และในภาพยนตร์ มีของเล่นมากมายที่ทำเป็นไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สัตว์ที่แปลกชนิดนี้มีชีวิตและกลายเป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปนานแล้ว ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะแปลกใจว่าในพระคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทางพระคัมภีร์หลายท่านเชื่อว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหลายปีก่อนน้ำท่วมโลกที่เราได้อ่านในหนังสือปฐมกาล ดังนั้น จึงไม่มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือของโนอาห์ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราไม่เคยอ่านพบไดโนเสาร์ในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนบอกเราทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือคู่มือทางวิทยาศาสตร์ พระคัมภีร์บอกเราถึงเรื่องของมนุษย์และแผนการของพระเจ้าต่อชีวิตของเรา
ปัจจุบันนี้ไดโนเสาร์เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในโทรทัศน์ และในภาพยนตร์ มีของเล่นมากมายที่ทำเป็นไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า สัตว์ที่แปลกชนิดนี้มีชีวิตและกลายเป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปนานแล้ว ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะแปลกใจว่าในพระคัมภีร์ได้มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์หรือไม่ ผู้เชี่ยวชาญทางพระคัมภีร์หลายท่านเชื่อว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหลายปีก่อนน้ำท่วมโลกที่เราได้อ่านในหนังสือปฐมกาล ดังนั้น จึงไม่มีไดโนเสาร์อยู่ในเรือของโนอาห์ อีกเหตุผลหนึ่งคือ เราไม่เคยอ่านพบไดโนเสาร์ในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ไม่ได้เขียนบอกเราทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะพระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือคู่มือทางวิทยาศาสตร์ พระคัมภีร์บอกเราถึงเรื่องของมนุษย์และแผนการของพระเจ้าต่อชีวิตของเรา
ข้อความสำคัญ
พระเจ้าตรัสว่า
ดูสัตว์ใหญ่ เยเฮโมท โลดถลา เราสร้างมารวมเจ้าจงอย่าสงสัย
มันกินหญ้าเหมือนวัวย้ำตามหทัย อนามัยแข็งเหลือกล้ามเนื้อเกร็ง
หางมันชี้คล้ายที่ต้นสีดาร์ กล้ามเนื้อขาแกร่งกล้าทีท่าเก่ง
กระดูกคล้ายทองสัมฤทธิ์พิศเพ่งเล็ง ขาแข็งเกร็งเหมือนเหล็กท่อนไม่อ่อนแอ
สัตว์ประหลาดที่ทึ่งตะลึงดู มีพระผู้สร้างเองไซร้ปราบได้แน่
(โยบ 40:15-19)
พระเจ้าตรัสว่า
ดูสัตว์ใหญ่ เยเฮโมท โลดถลา เราสร้างมารวมเจ้าจงอย่าสงสัย
มันกินหญ้าเหมือนวัวย้ำตามหทัย อนามัยแข็งเหลือกล้ามเนื้อเกร็ง
หางมันชี้คล้ายที่ต้นสีดาร์ กล้ามเนื้อขาแกร่งกล้าทีท่าเก่ง
กระดูกคล้ายทองสัมฤทธิ์พิศเพ่งเล็ง ขาแข็งเกร็งเหมือนเหล็กท่อนไม่อ่อนแอ
สัตว์ประหลาดที่ทึ่งตะลึงดู มีพระผู้สร้างเองไซร้ปราบได้แน่
(โยบ 40:15-19)
พระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง
ปฐมกาล 7:1-24
1 พระยาห์เวห์ตรัสกับโนอาห์ว่า “ท่านจงเข้าไปในเรือ พร้อมกับครอบครัวของท่าน เพราะในท่ามกลางคนร่วมสมัย เราเห็นว่าท่านเท่านั้นเป็นผู้ชอบธรรมต่อหน้าเรา 2 ท่านจงเอาสัตว์ทุกชนิดที่ไม่มีมลทินไปด้วยอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่มีมลทินอย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย 3 และจงเอานกในท้องฟ้าอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วแผ่นดิน 4 อีกเจ็ดวัน เราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน และเราจะทำลายล้างสัตว์มีชีวิตทั้งหมดที่เราได้สร้างไปจากพื้นแผ่นดิน” 5 โนอาห์ทำตามที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาทุกประการ
6 โนอาห์อายุหกร้อยปีเมื่อเกิดน้ำวินาศท่วมแผ่นดิน
7 โนอาห์พร้อมกับบุตรภรรยา และบุตรสะใภ้เข้าไปในเรือเพื่อหนีน้ำวินาศ 8 บรรดาสัตว์ทั้งที่ไม่มีมลทินและสัตว์มีมลทิน นกและสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน 9 อย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เข้าไปในเรือพร้อมกับโนอาห์ ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่โนอาห์1 10 เจ็ดวันต่อมา น้ำวินาศก็เริ่มท่วมแผ่นดิน
11 เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี วันที่สิบเจ็ดเดือนที่สอง วันนั้นบรรดาน้ำทั้งหลายใต้บาดาลก็พวยพุ่งขึ้น และประตูน้ำในท้องฟ้าก็เปิดออก2 12 ฝนตกลงบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน
13 วันนั้น โนอาห์และบุตรชาย คือ เชม ฮามและยาเฟท เข้าไปในเรือพร้อมกับภรรยาของโนอาห์และบุตรสะใภ้ทั้งสามคน 14 บรรดาสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดิน นก และสัตว์ปีกทุกชนิดก็เข้าไปด้วย 15 สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าไปในเรือทีละคู่พร้อมกับโนอาห์ 16 สัตว์ทุกชนิด ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปในเรือ ตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระยาห์เวห์ทรงปิดประตูเรือ
น้ำวินาศ
17 น้ำวินาศท่วมแผ่นดินอยู่สี่สิบวัน น้ำค่อยๆ สูงขึ้น และยกเรือให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน 18 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นเหนือพื้นดิน และเรือก็ลอยอยู่เหนือน้ำ 19 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ท้องฟ้า 20 น้ำขึ้นสูงสุดถึงสิบห้าศอกเหนือยอดเขา 21 สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินก็ตายสิ้น ทั้งนก สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เล็กทุกชนิดที่เคลื่อนไหวเป็นฝูงบนแผ่นดิน รวมทั้งมนุษย์ทุกคน 22 ทุกสิ่งที่เคยมีชีวิตบนดินแห้ง ก็ตายสิ้น 23 ทุกสิ่งที่มีชีวิตบนแผ่นดินถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ทั้งมนุษย์ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานและนกในท้องฟ้าถูกกวาดล้างไปจากแผ่นดิน มีแต่โนอาห์เท่านั้นที่รอดพ้นพร้อมกับผู้ที่อยู่ในเรือกับเขา 24 ระดับน้ำท่วมสูงอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน
ยอห์น 1:3
พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวจนาตถ์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่ทรงสร้างโดยทางพระวจนาตถ์
คำถามที่เกี่ยวข้อง
ปฐมกาล 7:1-24
1 พระยาห์เวห์ตรัสกับโนอาห์ว่า “ท่านจงเข้าไปในเรือ พร้อมกับครอบครัวของท่าน เพราะในท่ามกลางคนร่วมสมัย เราเห็นว่าท่านเท่านั้นเป็นผู้ชอบธรรมต่อหน้าเรา 2 ท่านจงเอาสัตว์ทุกชนิดที่ไม่มีมลทินไปด้วยอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่มีมลทินอย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย 3 และจงเอานกในท้องฟ้าอย่างละเจ็ดคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วแผ่นดิน 4 อีกเจ็ดวัน เราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน และเราจะทำลายล้างสัตว์มีชีวิตทั้งหมดที่เราได้สร้างไปจากพื้นแผ่นดิน” 5 โนอาห์ทำตามที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาทุกประการ
6 โนอาห์อายุหกร้อยปีเมื่อเกิดน้ำวินาศท่วมแผ่นดิน
7 โนอาห์พร้อมกับบุตรภรรยา และบุตรสะใภ้เข้าไปในเรือเพื่อหนีน้ำวินาศ 8 บรรดาสัตว์ทั้งที่ไม่มีมลทินและสัตว์มีมลทิน นกและสัตว์เลื้อยคลานบนแผ่นดิน 9 อย่างละคู่ ทั้งตัวผู้และตัวเมีย เข้าไปในเรือพร้อมกับโนอาห์ ดังที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่โนอาห์1 10 เจ็ดวันต่อมา น้ำวินาศก็เริ่มท่วมแผ่นดิน
11 เมื่อโนอาห์มีอายุได้หกร้อยปี วันที่สิบเจ็ดเดือนที่สอง วันนั้นบรรดาน้ำทั้งหลายใต้บาดาลก็พวยพุ่งขึ้น และประตูน้ำในท้องฟ้าก็เปิดออก2 12 ฝนตกลงบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน
13 วันนั้น โนอาห์และบุตรชาย คือ เชม ฮามและยาเฟท เข้าไปในเรือพร้อมกับภรรยาของโนอาห์และบุตรสะใภ้ทั้งสามคน 14 บรรดาสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์ป่า และสัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดบนแผ่นดิน นก และสัตว์ปีกทุกชนิดก็เข้าไปด้วย 15 สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเข้าไปในเรือทีละคู่พร้อมกับโนอาห์ 16 สัตว์ทุกชนิด ทั้งตัวผู้และตัวเมียเข้าไปในเรือ ตามที่พระเจ้าทรงบัญชา แล้วพระยาห์เวห์ทรงปิดประตูเรือ
น้ำวินาศ
17 น้ำวินาศท่วมแผ่นดินอยู่สี่สิบวัน น้ำค่อยๆ สูงขึ้น และยกเรือให้ลอยขึ้นจากพื้นดิน 18 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นเหนือพื้นดิน และเรือก็ลอยอยู่เหนือน้ำ 19 น้ำค่อยๆ สูงขึ้นจนท่วมภูเขาสูงสุดที่อยู่ใต้ท้องฟ้า 20 น้ำขึ้นสูงสุดถึงสิบห้าศอกเหนือยอดเขา 21 สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินก็ตายสิ้น ทั้งนก สัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า สัตว์เล็กทุกชนิดที่เคลื่อนไหวเป็นฝูงบนแผ่นดิน รวมทั้งมนุษย์ทุกคน 22 ทุกสิ่งที่เคยมีชีวิตบนดินแห้ง ก็ตายสิ้น 23 ทุกสิ่งที่มีชีวิตบนแผ่นดินถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ทั้งมนุษย์ สัตว์เลี้ยง สัตว์เลื้อยคลานและนกในท้องฟ้าถูกกวาดล้างไปจากแผ่นดิน มีแต่โนอาห์เท่านั้นที่รอดพ้นพร้อมกับผู้ที่อยู่ในเรือกับเขา 24 ระดับน้ำท่วมสูงอยู่เป็นเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวัน
ยอห์น 1:3
พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวจนาตถ์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่ทรงสร้างโดยทางพระวจนาตถ์
คำถามที่เกี่ยวข้อง
ทำไมในปัจจุบันจึงไม่มีไดโนเสาร์
ทำไมจึงไม่มีการกล่าวถึงไดโนเสาร์ในพระคัมภีร์
สมัยของอาดัมและเอวามีไดโนเสาร์หรือ
สำหรับพ่อแม่/คุณครู
พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงไดโนเสาร์ แต่มีกล่าวไว้ว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง (ยอห์น 1:3) มีบางคำ เช่นคำว่า “เยเฮโมท” กล่าวถึงสัตว์ที่มีขนาดใหญ่เท่าไดโนเสาร์
วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557
บทอ่านประจำวัน 23 เมษายน พุธ (+เพลย์ลิสต์)
วันพุธในอัฐมวารปัสกาบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 3:1-10 )
วันหนึ่ง เวลาบ่ายสามโมง เปโตรและยอห์นกำลังขึ้นไปที่พระวิหารเพื่ออธิษฐานภาวนา ที่ประตูพระวิหารซึ่งเรียกกันว่า “ประตูงาม” มีชายคนหนึ่งเป็นง่อยแต่กำเนิด มีผู้หามคนง่อยผู้นี้มาไว้ที่นั่นทุกวันเพื่อขอทานจากคนที่เข้าไปในพระวิหาร เมื่อเห็นเปโตรและยอห์นกำลังเดินเข้าพระวิหาร คนง่อยจึงขอทานจากเขาทั้งสอง เปโตรและยอห์นจ้องมองเขา กล่าวว่า “จงมองเรา” คนง่อยก็จ้องดูเขาทั้งสอง หวังว่าจะได้อะไรบ้าง
เปโตรกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่มีเงินไม่มีทอง แต่ข้าพเจ้ามีอะไรจะให้ท่าน เดชะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าชาวนาซาเร็ธ จงเดินไปเถิด” แล้วเปโตรจับมือขวาของเขาช่วยพยุงให้ลุกขึ้น ทันใดนั้นเท้าและข้อเท้าของเขากลับมีกำลัง เขากระโดดขึ้นยืนและเริ่มเดิน แล้วจึงเข้าไปในพระวิหารพร้อมกับเปโตรและยอห์น เดินบ้าง กระโดดบ้าง พลางสรรเสริญพระเจ้า ประชาชนทั้งหลายเห็นเขาเดินและสรรเสริญพระเจ้า ก็จำได้ว่าเขาเป็นคนที่เคยนั่งขอทานอยู่ที่ประตูงามของพระวิหาร ต่างก็ตกตะลึงและประหลาดใจอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เขา
พระวรสารนักบุญลูกา ( ลก 24:13-35 )
วันนั้น ศิษย์สองคนกำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 11 กิโลเมตร ทั้งสองคนสนทนากันถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ขณะที่กำลังสนทนาและถกเถียงกันอยู่นั้น พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาร่วมเดินทางด้วย แต่เขาจำพระองค์ไม่ได้ เหมือนดวงตาถูกปิดบัง พระองค์ตรัสถามว่า “ท่านเดินสนทนากันเรื่องอะไร” ทั้งสองคนก็หยุดเดิน ใบหน้าเศร้าหมอง
ศิษย์ที่ชื่อเคลโอปัสถามว่า “ท่านเป็นเพียงคนเดียวในกรุงเยรูซาเล็มหรือที่ไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ที่นั่นเมื่อสองสามวันมานี้” พระองค์ตรัสถามว่า “เรื่องอะไรกัน” เขาตอบว่า “ก็เรื่องพระเยซู ชาวนาซาเร็ธ ประกาศกทรงอำนาจในกิจการและคำพูดเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าและต่อหน้าประชาชน ทั้งปวง บรรดาหัวหน้าสมณะและผู้นำของเรามอบพระองค์ให้ต้องโทษประหารชีวิต และตรึงพระองค์บนไม้กางเขน เราเคยหวังไว้ว่าพระองค์จะทรงปลดปล่อยอิสราเอลให้เป็นอิสระ แต่นี่เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น สตรีบางคนในกลุ่มของเราทำให้เราประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไปที่พระคูหาตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อไม่พบพระศพ เขากลับมาเล่าว่าได้เห็นนิมิตของทูตสวรรค์ซึ่งพูดว่า พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ บางคนในกลุ่มของเรา ไปที่พระคูหา และพบทุกอย่างดังที่บรรดาสตรีเล่าให้ฟัง แต่ไม่เห็นพระองค์”
พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “เจ้าคนเขลาเอ๋ย ใจของเจ้าช่างเชื่องช้าที่จะเชื่อข้อความที่บรรดาประกาศกกล่าวไว้ พระคริสตเจ้าจำเป็นต้องทนทรมานเช่นนี้เพื่อจะเข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของ พระองค์มิใช่หรือ” แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ทุกข้อที่กล่าวถึงพระองค์ให้เขาฟังโดยเริ่ม ตั้งแต่โมเสสจนถึงบรรดาประกาศก
เมื่อ พระองค์ทรงพระดำเนินพร้อมกับศิษย์ทั้งสองคนใกล้จะถึงหมู่บ้านที่เขาตั้งใจจะ ไป พระองค์ทรงแสร้งทำว่าจะทรงพระดำเนินเลยไป แต่เขาทั้งสองรบเร้าพระองค์ว่า “จงพักอยู่กับพวกเราเถิด เพราะใกล้ค่ำและวันก็ล่วงไปมากแล้ว” พระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักกับเขา ขณะประทับที่โต๊ะกับเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ทรงถวายพระพร ทรงบิขนมปังและทรงยื่นให้เขา เขาก็ตาสว่างและจำพระองค์ได้ แต่พระองค์หายไปจากสายตาของเขา ศิษย์ทั้งสองจึงพูดกันว่า “ใจของเราไม่ได้เร่าร้อนเป็นไฟอยู่ภายในหรือเมื่อพระองค์ตรัสกับเราขณะเดิน ทาง และทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟัง”
เขาทั้งสองคนจึงรีบออกเดินทางกลับไปกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น พบบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคนกำลังชุมนุมกันอยู่กับศิษย์อื่นๆ เขาเหล่านี้บอกว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน” ศิษย์ทั้งสองคนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทางและเล่าว่าตนจำพระองค์ได้ เมื่อทรงบิขนมปัง
IX. งานฉลองการแต่งงาน
IX. งานฉลองการแต่งงาน
9 1โทบียาห์เรียกราฟาเอลมา 2บอกว่า “พี่อาซาริยาห์ จงนำผู้รับใช้สี่คนกับอูฐสองตัว ออกเดินทางไปเมืองราเกส ไปที่บ้านของกาบาเอล ยื่นเอกสารให้เขา นำเงินกลับมา และนำเขามากับท่านเพื่อร่วมงานฉลองการแต่งงานของข้าพเจ้าด้วย 3-4ท่านรู้ดีว่าบิดาของข้าพเจ้ากำลังนับวันนับคืนคอยอยู่ ถ้าข้าพเจ้าชักช้าเพียงวันเดียว ก็จะทำให้เขาเป็นทุกข์มาก ท่านเห็นแล้วว่ารากูเอลได้สาบานอะไร และข้าพเจ้าจะละเมิดคำสาบานนั้นไม่ได้”
5ราฟาเอลจึงออกเดินทางไปเมืองราเกสในแคว้นมีเดียกับผู้รับใช้สี่คนและอูฐสองตัว ไปพักที่บ้านของกาบาเอล ราฟาเอลยื่นเอกสารให้เขาดูพร้อมกับบอกเขาว่าโทบียาห์บุตรของโทบิตแต่งงานแล้ว และเชิญเขาให้ไปร่วมงานฉลองด้วย กาบาเอลรีบตรวจถุงเงินที่ยังมีตราผนึกอยู่ นำไปวางไว้บนหลังอูฐa 6เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาทั้งหลายออกเดินทางพร้อมกันไปร่วมงานฉลองการแต่งงาน และมาถึงบ้านของรากูเอล พบโทบียาห์กำลังนั่งที่โต๊ะอาหาร เขาลุกขึ้นทันทีเข้ามาทักทายกาบาเอล กาบาเอลร้องไห้และอวยพรเขาว่า “ลูกเอ๋ย เธอเป็นลูกที่ดีเลิศของพ่อที่ดีเลิศ ชอบธรรมและมีใจเอื้อเฟื้อ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพระพรจากสวรรค์แก่ลูก แก่ภรรยาของลูก แก่บิดามารดาของภรรยาของลูกด้วยเถิดb ขอถวายพระพรแด่พระเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้เห็นโทบิตญาติของข้าพเจ้าในตัวลูกที่เหมือนพ่ออย่างมาก”c
10 1ทุกวันระหว่างนั้น โทบิตนับวันนับคืนคำนวณจำนวนวันที่ต้องใช้ในการเดินทางไปและกลับ วันเหล่านั้นผ่านไปแล้วแต่บุตรก็ยังไม่กลับมา 2เขาคิดว่า “ลูกอาจถูกหน่วงเหนี่ยวไว้ที่นั่น หรือกาบาเอลอาจตายไปแล้ว และไม่มีใครให้เงินแก่ลูก” 3เขาเริ่มเป็นทุกข์ 4นางอันนาภรรยากล่าวว่า “ลูกของฉันตายไปแล้ว ไม่อยู่ในหมู่ของผู้เป็นอีกต่อไป” 5แล้วนางก็เริ่มร้องไห้คร่ำครวญถึงบุตรว่า “อนิจจา ลูกเอ๋ย ทำไมแม่จึงปล่อยให้ลูกจากแม่ไป ลูกเป็นแสงสว่างแก่ดวงตาของแม่” 6โทบิตตอบนางว่า “เงียบเสียเถิด น้อง อย่าห่วงไปเลย ลูกสบายดี เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันคงเกิดขึ้นแก่เขาที่นั่น คนที่ไปกับเขาน่าไว้ใจ เพราะเป็นพี่น้องร่วมชาติคนหนึ่งของเรา อย่าโศกเศร้าไปเลย น้อง อีกไม่นานลูกจะอยู่ที่นี่” 7แต่นางตอบว่า “หยุดพูดเสียเถอะ อย่ามาหลอกฉันเลย ลูกของฉันตายแล้ว” และทุกวันนางจะออกไปแต่เช้าตรู่ เฝ้าดูทางที่บุตรได้ออกเดินทางจากไป นางไม่เชื่อตาของใครนอกจากตาของตนเอง เมื่อตะวันตกดิน นางจึงกลับเข้าในบ้าน ร้องไห้และคร่ำครวญตลอดคืน นอนไม่หลับ
8เมื่อครบกำหนดสิบสี่วันของงานฉลองการแต่งงาน ตามที่รากูเอลเคยสาบานว่าจะจัดสำหรับบุตรหญิงของตน โทบียาห์ไปพบเขา พูดว่า “โปรดส่งลูกกลับไปเถิด ลูกรู้ว่าบิดาและมารดาของลูกหมดหวังที่จะเห็นลูกอีกแล้ว บัดนี้ พ่อครับ ลูกวอนขอพ่อโปรดส่งลูกกลับไปหาบิดาของลูก ลูกเคยเล่าให้พ่อฟังแล้วว่าบิดาอยู่ในสภาพใดเมื่อลูกจากมา” 9รากูเอลตอบโทบียาห์ว่า “ลูกเอ๋ย อยู่กับพ่อเถิด พ่อจะส่งผู้ถือสารไปพบโทบิตบิดาของลูก เพื่อบอกข่าวเกี่ยวกับลูก” แต่โทบียาห์ตอบว่า “ไม่ได้ ลูกขอพ่อส่งลูกกลับไปหาบิดาเถิด” 10รากูเอลจึงลุกขึ้น มอบนางซาราห์ให้แก่โทบียาห์พร้อมกับทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่ง คือผู้รับใช้ชายหญิง โค แกะ ลา อูฐ เสื้อผ้า เงินทองและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ 11แล้วส่งเขาทั้งสองคนออกเดินทางไปอย่างมีความสุข พูดอำลาโทบียาห์ว่า “ลูกเอ๋ย จงอยู่เย็นเป็นสุขเถิด ขอให้ลูกเดินทางโดยปลอดภัย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงคุ้มครองลูกและซาราห์ภรรยาของลูกด้วย ขอให้พ่อได้เห็นลูกของลูกก่อนที่พ่อจะตาย” 12แล้วพูดกับนางซาราห์บุตรหญิงของตนว่า “จงไปหาบิดาสามีของลูกเถิด ตั้งแต่นี้ไป บิดามารดาของสามีจะเป็นบิดามารดาของลูกเหมือนกับผู้ที่ให้กำเนิดชีวิตลูก จงไปเป็นสุขเถิด ลูกรัก ขอให้พ่อได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับลูกตราบที่พ่อยังมีชีวิตอยู่” พูดแล้วเขาก็สวมกอดอำลาโทบียาห์และซาราห์
13นางเอดนากล่าวกับโทบียาห์ว่า “ลูกและญาติที่รักยิ่ง ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำลูกกลับมา ให้แม่ได้เห็นลูกของลูก และของซาราห์ลูกสาวของแม่ก่อนที่แม่จะตาย แม่จะได้ชื่นชมเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แม่ขอฝากลูกสาวของแม่ไว้ให้ลูกดูแลด้วย ตราบที่ลูกยังมีชีวิต อย่าทำให้เธอมีความทุกข์เลย ลูกเอ๋ย จงไปเป็นสุขเถิด ตั้งแต่นี้ไป แม่เป็นแม่ของลูก และซาราห์ก็เป็นน้องสาวของลูก ขอให้เราทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขทุกวันตลอดชีวิตของเราเถิด” แล้วนางจูบลา ส่งโทบียาห์และซาราห์ให้ออกเดินทางไปอย่างมีความสุข
14โทบียาห์ออกเดินทางจากบ้านของรากูเอลด้วยความยินดีมีความสุข ถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์และแผ่นดิน ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ของทุกสิ่ง เพราะพระองค์ทรงบันดาลให้การเดินทางประสบความสำเร็จ เขาอวยพรรากูเอลและนางเอดนาภรรยาด้วยว่า “ขอให้ข้าพเจ้ามีโชคที่จะนับถือท่านทั้งสองทุกวันตลอดชีวิตของข้าพเจ้า”a
9 1โทบียาห์เรียกราฟาเอลมา 2บอกว่า “พี่อาซาริยาห์ จงนำผู้รับใช้สี่คนกับอูฐสองตัว ออกเดินทางไปเมืองราเกส ไปที่บ้านของกาบาเอล ยื่นเอกสารให้เขา นำเงินกลับมา และนำเขามากับท่านเพื่อร่วมงานฉลองการแต่งงานของข้าพเจ้าด้วย 3-4ท่านรู้ดีว่าบิดาของข้าพเจ้ากำลังนับวันนับคืนคอยอยู่ ถ้าข้าพเจ้าชักช้าเพียงวันเดียว ก็จะทำให้เขาเป็นทุกข์มาก ท่านเห็นแล้วว่ารากูเอลได้สาบานอะไร และข้าพเจ้าจะละเมิดคำสาบานนั้นไม่ได้”
5ราฟาเอลจึงออกเดินทางไปเมืองราเกสในแคว้นมีเดียกับผู้รับใช้สี่คนและอูฐสองตัว ไปพักที่บ้านของกาบาเอล ราฟาเอลยื่นเอกสารให้เขาดูพร้อมกับบอกเขาว่าโทบียาห์บุตรของโทบิตแต่งงานแล้ว และเชิญเขาให้ไปร่วมงานฉลองด้วย กาบาเอลรีบตรวจถุงเงินที่ยังมีตราผนึกอยู่ นำไปวางไว้บนหลังอูฐa 6เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาทั้งหลายออกเดินทางพร้อมกันไปร่วมงานฉลองการแต่งงาน และมาถึงบ้านของรากูเอล พบโทบียาห์กำลังนั่งที่โต๊ะอาหาร เขาลุกขึ้นทันทีเข้ามาทักทายกาบาเอล กาบาเอลร้องไห้และอวยพรเขาว่า “ลูกเอ๋ย เธอเป็นลูกที่ดีเลิศของพ่อที่ดีเลิศ ชอบธรรมและมีใจเอื้อเฟื้อ ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพระพรจากสวรรค์แก่ลูก แก่ภรรยาของลูก แก่บิดามารดาของภรรยาของลูกด้วยเถิดb ขอถวายพระพรแด่พระเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้เห็นโทบิตญาติของข้าพเจ้าในตัวลูกที่เหมือนพ่ออย่างมาก”c
10 1ทุกวันระหว่างนั้น โทบิตนับวันนับคืนคำนวณจำนวนวันที่ต้องใช้ในการเดินทางไปและกลับ วันเหล่านั้นผ่านไปแล้วแต่บุตรก็ยังไม่กลับมา 2เขาคิดว่า “ลูกอาจถูกหน่วงเหนี่ยวไว้ที่นั่น หรือกาบาเอลอาจตายไปแล้ว และไม่มีใครให้เงินแก่ลูก” 3เขาเริ่มเป็นทุกข์ 4นางอันนาภรรยากล่าวว่า “ลูกของฉันตายไปแล้ว ไม่อยู่ในหมู่ของผู้เป็นอีกต่อไป” 5แล้วนางก็เริ่มร้องไห้คร่ำครวญถึงบุตรว่า “อนิจจา ลูกเอ๋ย ทำไมแม่จึงปล่อยให้ลูกจากแม่ไป ลูกเป็นแสงสว่างแก่ดวงตาของแม่” 6โทบิตตอบนางว่า “เงียบเสียเถิด น้อง อย่าห่วงไปเลย ลูกสบายดี เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันคงเกิดขึ้นแก่เขาที่นั่น คนที่ไปกับเขาน่าไว้ใจ เพราะเป็นพี่น้องร่วมชาติคนหนึ่งของเรา อย่าโศกเศร้าไปเลย น้อง อีกไม่นานลูกจะอยู่ที่นี่” 7แต่นางตอบว่า “หยุดพูดเสียเถอะ อย่ามาหลอกฉันเลย ลูกของฉันตายแล้ว” และทุกวันนางจะออกไปแต่เช้าตรู่ เฝ้าดูทางที่บุตรได้ออกเดินทางจากไป นางไม่เชื่อตาของใครนอกจากตาของตนเอง เมื่อตะวันตกดิน นางจึงกลับเข้าในบ้าน ร้องไห้และคร่ำครวญตลอดคืน นอนไม่หลับ
8เมื่อครบกำหนดสิบสี่วันของงานฉลองการแต่งงาน ตามที่รากูเอลเคยสาบานว่าจะจัดสำหรับบุตรหญิงของตน โทบียาห์ไปพบเขา พูดว่า “โปรดส่งลูกกลับไปเถิด ลูกรู้ว่าบิดาและมารดาของลูกหมดหวังที่จะเห็นลูกอีกแล้ว บัดนี้ พ่อครับ ลูกวอนขอพ่อโปรดส่งลูกกลับไปหาบิดาของลูก ลูกเคยเล่าให้พ่อฟังแล้วว่าบิดาอยู่ในสภาพใดเมื่อลูกจากมา” 9รากูเอลตอบโทบียาห์ว่า “ลูกเอ๋ย อยู่กับพ่อเถิด พ่อจะส่งผู้ถือสารไปพบโทบิตบิดาของลูก เพื่อบอกข่าวเกี่ยวกับลูก” แต่โทบียาห์ตอบว่า “ไม่ได้ ลูกขอพ่อส่งลูกกลับไปหาบิดาเถิด” 10รากูเอลจึงลุกขึ้น มอบนางซาราห์ให้แก่โทบียาห์พร้อมกับทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่ง คือผู้รับใช้ชายหญิง โค แกะ ลา อูฐ เสื้อผ้า เงินทองและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ 11แล้วส่งเขาทั้งสองคนออกเดินทางไปอย่างมีความสุข พูดอำลาโทบียาห์ว่า “ลูกเอ๋ย จงอยู่เย็นเป็นสุขเถิด ขอให้ลูกเดินทางโดยปลอดภัย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงคุ้มครองลูกและซาราห์ภรรยาของลูกด้วย ขอให้พ่อได้เห็นลูกของลูกก่อนที่พ่อจะตาย” 12แล้วพูดกับนางซาราห์บุตรหญิงของตนว่า “จงไปหาบิดาสามีของลูกเถิด ตั้งแต่นี้ไป บิดามารดาของสามีจะเป็นบิดามารดาของลูกเหมือนกับผู้ที่ให้กำเนิดชีวิตลูก จงไปเป็นสุขเถิด ลูกรัก ขอให้พ่อได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับลูกตราบที่พ่อยังมีชีวิตอยู่” พูดแล้วเขาก็สวมกอดอำลาโทบียาห์และซาราห์
13นางเอดนากล่าวกับโทบียาห์ว่า “ลูกและญาติที่รักยิ่ง ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำลูกกลับมา ให้แม่ได้เห็นลูกของลูก และของซาราห์ลูกสาวของแม่ก่อนที่แม่จะตาย แม่จะได้ชื่นชมเฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า แม่ขอฝากลูกสาวของแม่ไว้ให้ลูกดูแลด้วย ตราบที่ลูกยังมีชีวิต อย่าทำให้เธอมีความทุกข์เลย ลูกเอ๋ย จงไปเป็นสุขเถิด ตั้งแต่นี้ไป แม่เป็นแม่ของลูก และซาราห์ก็เป็นน้องสาวของลูก ขอให้เราทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขทุกวันตลอดชีวิตของเราเถิด” แล้วนางจูบลา ส่งโทบียาห์และซาราห์ให้ออกเดินทางไปอย่างมีความสุข
14โทบียาห์ออกเดินทางจากบ้านของรากูเอลด้วยความยินดีมีความสุข ถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์และแผ่นดิน ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ของทุกสิ่ง เพราะพระองค์ทรงบันดาลให้การเดินทางประสบความสำเร็จ เขาอวยพรรากูเอลและนางเอดนาภรรยาด้วยว่า “ขอให้ข้าพเจ้ามีโชคที่จะนับถือท่านทั้งสองทุกวันตลอดชีวิตของข้าพเจ้า”a
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557
[Thai Living Life] ชีวิตเปี่ยมล้น 22-04-2014 เฝ้าเดี่ยวกับ ศจ.วเรศ ราชรั...
(กท. 3:10 [THSV])
เพราะว่าคนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติ ก็ถูกสาปแช่ง เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า“ทุกคนที่ไม่ได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อที่เขียนไว้ในหนังสือธรรมบัญญัติก็ถูกสาปแช่ง”
(กท. 3:11 [THSV])
เป็นที่แน่ชัดว่า ไม่มีใครถูกชำระให้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าด้วยธรรมบัญญัติได้เลย เพราะว่า “คนชอบธรรมจะมีชีวิตอยู่โดยความเชื่อ”
(กท. 3:12 [THSV])
แต่ธรรมบัญญัติไม่ได้อาศัยความเชื่อ เพราะผู้ที่ประพฤติตาม ธรรมบัญญัติ ก็จะมีชีวิตอยู่โดยธรรมบัญญัตินั้น
(กท. 3:13 [THSV])
พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นการสาปแช่งแห่งธรรมบัญญัติ โดยการทรงถูกสาปแช่งเพื่อเรา (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า “ทุกคนที่ถูกแขวนไว้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง” )
(กท. 3:14 [THSV])
เพื่อพรของอับราฮัมจะได้มาถึงบรรดาคนต่างชาติ ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ
(กท. 3:15 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างจากชีวิตจริงสักเรื่องหนึ่ง ถึงแม้เป็นพันธสัญญาของมนุษย์ เมื่อได้รับรองกันแล้ว ไม่มีใครจะล้มเลิกหรือเพิ่มเติมขึ้นอีก
(กท. 3:16 [THSV])
บรรดาพระสัญญาที่ได้ประทานไว้แก่อับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่านนั้น ไม่ได้ตรัสว่า “และแก่พงศ์พันธุ์ทั้งหลาย” เหมือนอย่างกับประทานแก่คนหลายคน แต่เหมือนกับประทานแก่คนผู้เดียวคือ “แก่พงศ์พันธุ์ของท่าน” นั่นคือพระคริสต์
(กท. 3:17 [THSV])
ข้าพเจ้าว่าธรรมบัญญัติซึ่งมาภายหลังถึงสี่ร้อยสามสิบปี จะทำให้พันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงตั้งไว้เมื่อก่อนนั้นเป็นโมฆะไม่ได้
(กท. 3:18 [THSV])
เพราะว่าถ้าได้รับมรดกโดยธรรมบัญญัติ ก็ไม่ใช่ได้โดยพระสัญญาอีกต่อไป แต่พระเจ้าประทานมรดกนั้นให้แก่อับราฮัมโดยพระสัญญา
บทอ่านประจำวัน 22 เมษายน อังคาร
วันอังคารในอัฐมวารปัสกาบทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก ( กจ 2:36-41)
เปโตรยืนขึ้นพร้อมกับบรรดาอัครสาวกสิบเอ็ดคน และพูดกับประชาชนด้วยเสียงดังว่า “ดังนั้น ขอให้เผ่าพันธุ์อิสราเอลทั้งมวลรู้แน่เถิดว่า พระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูผู้นี้ที่ท่านทั้งหลายนำไปตรึงบนไม้กางเขน ให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสตเจ้า”
ถ้อยคำเหล่านี้ เสียดแทงใจของทุกคน เขาเหล่านั้น จึงถามเปโตรและอัครสาวกอื่นๆ ว่า “พี่น้อง พวกเราจะต้องทำอย่างไร” เปโตรตอบว่า “ท่านทั้งหลายจงกลับใจเถิด แต่ละคนจงรับศีลล้างบาปเดชะพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า เพื่อจะได้รับการอภัยบาป แล้วท่านจะได้รับพระพรของพระจิตเจ้า พระสัญญานี้มีไว้สำหรับท่านทั้งหลาย สำหรับบุตรหลานของท่านและสำหรับทุกคนที่อยู่ห่างไกลซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเราจะทรงเรียก” เปโตรกล่าวถ้อยคำอีกมาก อ้อนวอน และตักเตือนเขาว่า “ท่านทั้งหลายจงช่วยตนให้รอดพ้นจากคนชั่วร้ายในยุคนี้เถิด” คนเหล่านั้นรับถ้อยคำของเปโตรและได้รับศีลล้างบาป วันนั้นผู้มีความเชื่อมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกประมาณสามพันคน
พระวรสารนักบุญยอห์น ( ยน 20:11-18 )
เวลานั้น มารีย์ยังคงยืนร้องไห้อยู่นอกพระคูหา ขณะที่ร้องไห้นั้น นางก้มลงมองในพระคูหา ก็เห็นทูตสวรรค์สององค์สวมเสื้อขาวนั่งอยู่ตรงที่ที่เขาวางพระศพของพระเยซู เจ้าไว้ องค์หนึ่งนั่งอยู่ทางเบื้องพระเศียร อีกองค์หนึ่งนั่งอยู่ทางเบื้องพระบาท ทูตสวรรค์ทั้งสององค์ถามนางว่า “นางเอ๋ย ร้องไห้ทำไม” นางตอบว่า “เขานำองค์พระผู้เป็นเจ้าของดิฉันไปแล้ว ดิฉันไม่รู้ว่า เขานำพระองค์ไปไว้ที่ใด” เมื่อตอบดังนี้แล้ว นางก็หันกลับมา และเห็นพระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ที่นั่น แต่ไม่รู้ว่าเป็นพระเยซูเจ้า พระองค์ตรัสถามนางว่า “นางเอ๋ย ร้องไห้ทำไม กำลังเสาะหาผู้ใด” นางคิดว่าพระองค์เป็นคนสวน จึงตอบว่า “นายเจ้าขา ถ้าท่านนำพระองค์ไป ช่วยบอกดิฉันว่าท่านนำพระองค์ไปไว้ที่ไหน ดิฉันจะได้ไปนำพระองค์กลับมา” พระเยซูเจ้าตรัสเรียกนางว่า “มารีย์” นางจึงหันไป ทูลพระองค์เป็นภาษาฮีบรูว่า “รับโบนี ซึ่งแปลว่า พระอาจารย์” พระเยซูเจ้าตรัสกับนางว่า “อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้เลย เพราะเรายังไม่ได้ขึ้นไปเฝ้าพระบิดา แต่จงไปหาพี่น้องของเรา และบอกเขาว่า เรากำลังขึ้นไปเฝ้าพระบิดาของเรา และพระบิดาของท่านทั้งหลาย ไปเฝ้าพระเจ้าของเรา และพระเจ้าของท่านทั้งหลาย” มารีย์ ชาวมักดาลาจึงไปแจ้งข่าวกับบรรดาศิษย์ว่า “ดิฉันได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว” และเล่าเรื่องที่พระองค์ตรัสกับนาง
VIII. พระเจ้าทรงช่วยนางซาราห์ให้พ้นอำนาจปีศาจ
VIII. พระเจ้าทรงช่วยนางซาราห์ให้พ้นอำนาจปีศาจ
8 1เมื่อกินและดื่มเสร็จแล้ว ทุกคนคิดจะไปนอน เขาจึงพาหนุ่มโทบียาห์เข้าไปในห้องหอ 2โทบียาห์ระลึกถึงถ้อยคำของราฟาเอลได้ จึงนำดีและหัวใจของปลาออกจากถุง วางบนถ่านไฟในที่เผากำยาน 3เมื่อปีศาจได้กลิ่นปลา มันก็หนีไปถึงแคว้นอียิปต์ตอนใต้a ราฟาเอลตามมันไปถึงที่นั่น มัดมือมัดเท้าของมันทันที
4รากูเอลและนางเอดนาออกจากห้องวิวาห์และปิดประตู โทบียาห์ลุกขึ้นจากเตียง บอกนางซาราห์ว่า “น้องเอ๋ย จงลุกขึ้น เราจงอธิษฐานภาวนาวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ประทานพระเมตตาและความรอดพ้นแก่เรา” 5นางก็ลุกขึ้น เขาทั้งสองเริ่มอธิษฐานภาวนาขอให้พระองค์ประทานความรอดพ้นแก่ตน กล่าวว่า
“ข้าแต่พระเจ้าของบรรพบุรุษ ขอถวายพระพรแด่พระองค์
ขอพระนามของพระองค์ได้รับการถวายพระพรตลอดไปทุกยุคทุกสมัย
ขอให้สวรรค์และสิ่งสร้างทั้งมวล จงถวายพระพรแด่พระองค์ตลอดนิรันดร
6พระองค์ทรงสร้างอาดัม
และทรงสร้างนางเอวา ภรรยาของเขา
ให้เป็นผู้ช่วยเหลือและค้ำจุน
มนุษยชาติก็ได้ถือกำเนิดจากเขาทั้งสองคน
พระองค์ตรัสว่า “มนุษย์อยู่เพียงคนเดียวไม่ดีเลย
เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขาให้”
7บัดนี้ ข้าพเจ้ารับน้องสาวของข้าพเจ้าผู้นี้ไว้เป็นภรรยา
ไม่ใช่เพราะความใคร่ แต่ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
ขอพระองค์โปรดให้ข้าพเจ้าและนางได้รับพระเมตตา
และให้ข้าพเจ้าทั้งสองคนมีชีวิตอยู่ด้วยกันจนถึงวัยชราเถิด”
8เขาทั้งสองคนกล่าวพร้อมกันว่า “อาเมน อาเมน” 9แล้วนอนหลับไปในคืนนั้น
10แต่รากูเอลลุกขึ้น เรียกผู้รับใช้มาและไปขุดหลุมพร้อมกับเขา เขาคิดว่า “ถ้าเขาตายไปอีกคนหนึ่ง อย่าให้ผู้คนต้องหัวเราะเยาะและรังเกียจเราเลย” 11เมื่อขุดหลุมเสร็จแล้ว รากูเอลกลับเข้าไปในบ้าน เรียกภรรยา 12สั่งว่า “จงส่งสาวใช้คนหนึ่งเข้าไปในห้อง ดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้าเขาตายแล้ว เราจะฝังเขาก่อนที่จะมีใครรู้” 13เขาทั้งสองคนส่งหญิงรับใช้ไปจุดตะเกียงและเปิดประตูให้ หญิงรับใช้เข้าไปข้างใน พบทั้งสองคนกำลังนอนหลับสนิท 14หญิงรับใช้จึงออกมารายงานว่า “เขายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีเหตุร้ายใดๆเกิดขึ้น” 15รากูเอลและภรรยาจึงถวายพระพรbแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์ว่า
“ข้าแต่พระเจ้า ขอถวายพระพรแด่พระองค์
ขอสรรเสริญพระองค์จากใจจริง
16ขอพระองค์ทรงได้รับพระพร เพราะพระองค์ประทานความยินดีแก่ข้าพเจ้า
สิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวไม่ได้เกิดขึ้น
พระองค์ทรงกระทำกับข้าพเจ้าทั้งหลายตามความรักมั่นคงยิ่งใหญ่ของพระองค์
17ขอถวายพระพรแด่พระองค์ เพราะทรงพระเมตตา
ต่อบุตรชายคนเดียว และบุตรหญิงคนเดียวของข้าพเจ้า
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดแสดงพระกรุณาและความรอดพ้นแก่เขาทั้งสองคน
โปรดให้เขามีความยินดี ได้รับพระเมตตาตลอดไปจนสิ้นชีวิตยาวนาน”
18แล้วรากูเอลสั่งให้ผู้รับใช้กลบหลุมนั้นก่อนรุ่งสาง
19เขาสั่งภรรยาให้ทำขนมปังไว้หลายๆก้อน ออกไปจับโคหนุ่มสองตัว และแกะเพศผู้สี่ตัวมาจากฝูงสัตว์ สั่งให้ฆ่าและเริ่มจัดงานเลี้ยง 20เขาเรียกโทบียาห์และพูดว่า “ลูกจะไปจากที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาดภายในสิบสี่วันนี้ ลูกจะต้องอยู่กับพ่อ กินและดื่ม ทำให้จิตใจของบุตรหญิงของพ่อที่เคยเป็นทุกข์มามากแล้วมีความยินดี 21พ่อมีทรัพย์สมบัติเท่าไร ลูกจงรับไปครึ่งหนึ่ง และจะกลับไปหาบิดาของลูกอย่างปลอดภัยc เมื่อพ่อและแม่ตายไปแล้วอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นของลูกทั้งสองคนด้วย ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดีเถิด พ่อเป็นพ่อของลูก และนางเอดนาก็เป็นแม่ของลูก เราทั้งสองคนเป็นพ่อแม่ของลูก ดังที่เราเป็นพ่อแม่ของน้องสาวของลูกตั้งแต่บัดนี้ตลอดไป ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดีเถิด”
8 1เมื่อกินและดื่มเสร็จแล้ว ทุกคนคิดจะไปนอน เขาจึงพาหนุ่มโทบียาห์เข้าไปในห้องหอ 2โทบียาห์ระลึกถึงถ้อยคำของราฟาเอลได้ จึงนำดีและหัวใจของปลาออกจากถุง วางบนถ่านไฟในที่เผากำยาน 3เมื่อปีศาจได้กลิ่นปลา มันก็หนีไปถึงแคว้นอียิปต์ตอนใต้a ราฟาเอลตามมันไปถึงที่นั่น มัดมือมัดเท้าของมันทันที
4รากูเอลและนางเอดนาออกจากห้องวิวาห์และปิดประตู โทบียาห์ลุกขึ้นจากเตียง บอกนางซาราห์ว่า “น้องเอ๋ย จงลุกขึ้น เราจงอธิษฐานภาวนาวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าให้ประทานพระเมตตาและความรอดพ้นแก่เรา” 5นางก็ลุกขึ้น เขาทั้งสองเริ่มอธิษฐานภาวนาขอให้พระองค์ประทานความรอดพ้นแก่ตน กล่าวว่า
“ข้าแต่พระเจ้าของบรรพบุรุษ ขอถวายพระพรแด่พระองค์
ขอพระนามของพระองค์ได้รับการถวายพระพรตลอดไปทุกยุคทุกสมัย
ขอให้สวรรค์และสิ่งสร้างทั้งมวล จงถวายพระพรแด่พระองค์ตลอดนิรันดร
6พระองค์ทรงสร้างอาดัม
และทรงสร้างนางเอวา ภรรยาของเขา
ให้เป็นผู้ช่วยเหลือและค้ำจุน
มนุษยชาติก็ได้ถือกำเนิดจากเขาทั้งสองคน
พระองค์ตรัสว่า “มนุษย์อยู่เพียงคนเดียวไม่ดีเลย
เราจะสร้างผู้ช่วยที่เหมาะกับเขาให้”
7บัดนี้ ข้าพเจ้ารับน้องสาวของข้าพเจ้าผู้นี้ไว้เป็นภรรยา
ไม่ใช่เพราะความใคร่ แต่ด้วยเจตนาบริสุทธิ์
ขอพระองค์โปรดให้ข้าพเจ้าและนางได้รับพระเมตตา
และให้ข้าพเจ้าทั้งสองคนมีชีวิตอยู่ด้วยกันจนถึงวัยชราเถิด”
8เขาทั้งสองคนกล่าวพร้อมกันว่า “อาเมน อาเมน” 9แล้วนอนหลับไปในคืนนั้น
10แต่รากูเอลลุกขึ้น เรียกผู้รับใช้มาและไปขุดหลุมพร้อมกับเขา เขาคิดว่า “ถ้าเขาตายไปอีกคนหนึ่ง อย่าให้ผู้คนต้องหัวเราะเยาะและรังเกียจเราเลย” 11เมื่อขุดหลุมเสร็จแล้ว รากูเอลกลับเข้าไปในบ้าน เรียกภรรยา 12สั่งว่า “จงส่งสาวใช้คนหนึ่งเข้าไปในห้อง ดูว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้าเขาตายแล้ว เราจะฝังเขาก่อนที่จะมีใครรู้” 13เขาทั้งสองคนส่งหญิงรับใช้ไปจุดตะเกียงและเปิดประตูให้ หญิงรับใช้เข้าไปข้างใน พบทั้งสองคนกำลังนอนหลับสนิท 14หญิงรับใช้จึงออกมารายงานว่า “เขายังมีชีวิตอยู่ ไม่มีเหตุร้ายใดๆเกิดขึ้น” 15รากูเอลและภรรยาจึงถวายพระพรbแด่พระเจ้าแห่งสวรรค์ว่า
“ข้าแต่พระเจ้า ขอถวายพระพรแด่พระองค์
ขอสรรเสริญพระองค์จากใจจริง
16ขอพระองค์ทรงได้รับพระพร เพราะพระองค์ประทานความยินดีแก่ข้าพเจ้า
สิ่งที่ข้าพเจ้ากลัวไม่ได้เกิดขึ้น
พระองค์ทรงกระทำกับข้าพเจ้าทั้งหลายตามความรักมั่นคงยิ่งใหญ่ของพระองค์
17ขอถวายพระพรแด่พระองค์ เพราะทรงพระเมตตา
ต่อบุตรชายคนเดียว และบุตรหญิงคนเดียวของข้าพเจ้า
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดแสดงพระกรุณาและความรอดพ้นแก่เขาทั้งสองคน
โปรดให้เขามีความยินดี ได้รับพระเมตตาตลอดไปจนสิ้นชีวิตยาวนาน”
18แล้วรากูเอลสั่งให้ผู้รับใช้กลบหลุมนั้นก่อนรุ่งสาง
19เขาสั่งภรรยาให้ทำขนมปังไว้หลายๆก้อน ออกไปจับโคหนุ่มสองตัว และแกะเพศผู้สี่ตัวมาจากฝูงสัตว์ สั่งให้ฆ่าและเริ่มจัดงานเลี้ยง 20เขาเรียกโทบียาห์และพูดว่า “ลูกจะไปจากที่นี่ไม่ได้เป็นอันขาดภายในสิบสี่วันนี้ ลูกจะต้องอยู่กับพ่อ กินและดื่ม ทำให้จิตใจของบุตรหญิงของพ่อที่เคยเป็นทุกข์มามากแล้วมีความยินดี 21พ่อมีทรัพย์สมบัติเท่าไร ลูกจงรับไปครึ่งหนึ่ง และจะกลับไปหาบิดาของลูกอย่างปลอดภัยc เมื่อพ่อและแม่ตายไปแล้วอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นของลูกทั้งสองคนด้วย ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดีเถิด พ่อเป็นพ่อของลูก และนางเอดนาก็เป็นแม่ของลูก เราทั้งสองคนเป็นพ่อแม่ของลูก ดังที่เราเป็นพ่อแม่ของน้องสาวของลูกตั้งแต่บัดนี้ตลอดไป ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดีเถิด”
VII. รากูเอล
VII. รากูเอล
7 1เมื่อโทบียาห์มาถึงเมืองเอกบาทานา เขาพูดว่า “พี่อาซาริยาห์ จงนำข้าพเจ้าไปหารากูเอล ญาติของเราทันทีเถิด ราฟาเอลจึงนำเขาไปที่บ้านของรากูเอล เขาพบรากูเอลกำลังนั่งอยู่ที่ประตูลานบ้าน เขาทั้งสองคนจึงทักทายก่อน รากูเอลตอบว่า “สวัสดี เพื่อน ยินดีต้อนรับ” แล้วนำทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน 2รากูเอลบอกนางเอดนาผู้ภรรยาว่า “หนุ่มคนนี้หน้าตาเหมือนโทบิตญาติของข้าพเจ้าจริงๆ” 3นางเอดนาถามทั้งสองคนว่า “เพื่อนมาจากไหน” เขาตอบว่า “เราเป็นชนเผ่านัฟทาลีซึ่งถูกเนรเทศอยู่ที่กรุงนีนะเวห์” 4นางจึงถามว่า “ท่านรู้จักโทบิต ญาติของเราไหม” ทั้งสองคนตอบว่า “รู้จัก” นางถามอีกว่า “เขาเป็นอย่างไรบ้าง” 5ทั้งสองคนตอบว่า “เขายังมีชีวิตอยู่และสบายดี” โทบียาห์เสริมว่า “เขาเป็นบิดาของข้าพเจ้า” 6รากูเอลลุกขึ้นยืนทันที จูบเขาและร้องไห้ พูดว่า “ลูกเอ๋ย จงได้รับพรเถิด ท่านเป็นบุตรของบิดาที่ดีเลิศ โชคร้ายจริงๆที่คนชอบธรรมและใจเอื้อเฟื้อให้ทานเหมือนบิดาของท่านต้องตาบอด” เขาเข้าสวมกอดโทบียาห์ผู้เป็นญาติและร้องไห้ 7นางเอดนาผู้ภรรยาร้องไห้ นางซาราห์บุตรสาวก็ร้องไห้ด้วย 8รากูเอลฆ่าแกะเพศผู้จากฝูงสัตว์และต้อนรับทั้งสองคนอย่างอบอุ่น
9เขาทั้งสองคนอาบน้ำและชำระตนตามประเพณีแล้วจึงนั่งโต๊ะเพื่อกินอาหาร โทบียาห์บอกราฟาเอลว่า “พี่อาซาริยาห์ จงขอน้องซาราห์จากรากูเอลให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้าเถิด” 10รากูเอลได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ จึงพูดกับชายหนุ่มว่า “คืนนี้จงกิน จงดื่ม และสนุกร่าเริงเถิด เพราะไม่มีญาติคนใดมีสิทธิ์ได้นางซาราห์บุตรหญิงของข้าพเจ้าเป็นภรรยานอกจากท่าน ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์จะยกนางให้เป็นภรรยาของผู้ใดได้นอกจากให้ท่าน เพราะท่านเป็นญาติสนิทที่สุดของข้าพเจ้า แต่ก่อนอื่น ลูกเอ๋ย ข้าพเจ้าต้องบอกความจริงแก่ท่านอย่างตรงไปตรงมา 11ข้าพเจ้าเคยให้นางเป็นภรรยาแก่สามีที่เป็นญาติกันถึงเจ็ดคนแล้ว แต่ทุกคนตายในคืนแต่งงานก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับนาง บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงกินและดื่มเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงจัดการให้ท่าน”a 12โทบียาห์พูดขึ้นว่า “ข้าพเจ้าจะไม่กินและจะไม่ดื่มเป็นอันขาด ถ้าท่านไม่ตัดสินใจในเรื่องของข้าพเจ้าก่อน” รากูเอลตอบว่า “ข้าพเจ้าจะทำ ข้าพเจ้ายกนางให้เป็นภรรยาของท่านตามข้อกำหนดในหนังสือของโมเสส และตามที่สวรรค์กำหนดจะให้นางแก่ท่าน จงรับน้องสาวของท่านเป็นภรรยาเถิด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสามีของนาง และนางเป็นภรรยาของท่าน นางเป็นของท่านแล้วตั้งแต่วันนี้ตลอดไป ลูกเอ๋ย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงพิทักษ์รักษาลูกทั้งสองคนในคืนนี้ และประทานพระเมตตาและสันติแก่ลูกทั้งสองเถิด” 13รากูเอลเรียกนางซาราห์บุตรหญิง เมื่อนางเข้ามา เขาจับมือนางไว้ จูงนางไปมอบให้โทบียาห์ พลางพูดว่า “จงรับนางเป็นภรรยาของท่านตามธรรมบัญญัติและตามข้อกำหนดที่เขียนไว้ในหนังสือของโมเสส จงรับนางและนำนางไปที่บ้านของบิดาของท่านอย่างปลอดภัย ขอพระเจ้าแห่งสวรรค์โปรดให้ท่านมีสันติสุขและคุ้มครองท่านในการเดินทางเถิด” 14แล้วเขาเรียกมารดาของนางซาราห์เข้ามา สั่งให้นำกระดาษมาแผ่นหนึ่ง และเขียนสัญญาการแต่งงาน ระบุว่าขอมอบบุตรหญิงของตนให้เป็นภรรยาของโทบียาห์ตามข้อกำหนดในธรรมบัญญัติของโมเสส ต่อจากนั้น ทุกคนก็เริ่มกินและดื่ม
15รากูเอลเรียกนางเอดนาภรรยาของตน สั่งว่า “น้องเอ๋ย จงเตรียมห้องอีกห้องหนึ่ง และนำซาราห์ไปที่นั่น” 16นางเอดนาไปเตรียมเตียงไว้ในห้องตามคำสั่ง แล้วนำบุตรหญิงเข้าไปด้วย นางร้องไห้เพราะบุตรหญิง แล้วเช็ดน้ำตา พูดว่า 17”ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดี ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงเปลี่ยนความทุกข์ของลูกให้เป็นความยินดี ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดี” แล้วนางก็ออกไป
7 1เมื่อโทบียาห์มาถึงเมืองเอกบาทานา เขาพูดว่า “พี่อาซาริยาห์ จงนำข้าพเจ้าไปหารากูเอล ญาติของเราทันทีเถิด ราฟาเอลจึงนำเขาไปที่บ้านของรากูเอล เขาพบรากูเอลกำลังนั่งอยู่ที่ประตูลานบ้าน เขาทั้งสองคนจึงทักทายก่อน รากูเอลตอบว่า “สวัสดี เพื่อน ยินดีต้อนรับ” แล้วนำทั้งสองคนเข้าไปในบ้าน 2รากูเอลบอกนางเอดนาผู้ภรรยาว่า “หนุ่มคนนี้หน้าตาเหมือนโทบิตญาติของข้าพเจ้าจริงๆ” 3นางเอดนาถามทั้งสองคนว่า “เพื่อนมาจากไหน” เขาตอบว่า “เราเป็นชนเผ่านัฟทาลีซึ่งถูกเนรเทศอยู่ที่กรุงนีนะเวห์” 4นางจึงถามว่า “ท่านรู้จักโทบิต ญาติของเราไหม” ทั้งสองคนตอบว่า “รู้จัก” นางถามอีกว่า “เขาเป็นอย่างไรบ้าง” 5ทั้งสองคนตอบว่า “เขายังมีชีวิตอยู่และสบายดี” โทบียาห์เสริมว่า “เขาเป็นบิดาของข้าพเจ้า” 6รากูเอลลุกขึ้นยืนทันที จูบเขาและร้องไห้ พูดว่า “ลูกเอ๋ย จงได้รับพรเถิด ท่านเป็นบุตรของบิดาที่ดีเลิศ โชคร้ายจริงๆที่คนชอบธรรมและใจเอื้อเฟื้อให้ทานเหมือนบิดาของท่านต้องตาบอด” เขาเข้าสวมกอดโทบียาห์ผู้เป็นญาติและร้องไห้ 7นางเอดนาผู้ภรรยาร้องไห้ นางซาราห์บุตรสาวก็ร้องไห้ด้วย 8รากูเอลฆ่าแกะเพศผู้จากฝูงสัตว์และต้อนรับทั้งสองคนอย่างอบอุ่น
9เขาทั้งสองคนอาบน้ำและชำระตนตามประเพณีแล้วจึงนั่งโต๊ะเพื่อกินอาหาร โทบียาห์บอกราฟาเอลว่า “พี่อาซาริยาห์ จงขอน้องซาราห์จากรากูเอลให้เป็นภรรยาของข้าพเจ้าเถิด” 10รากูเอลได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ จึงพูดกับชายหนุ่มว่า “คืนนี้จงกิน จงดื่ม และสนุกร่าเริงเถิด เพราะไม่มีญาติคนใดมีสิทธิ์ได้นางซาราห์บุตรหญิงของข้าพเจ้าเป็นภรรยานอกจากท่าน ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์จะยกนางให้เป็นภรรยาของผู้ใดได้นอกจากให้ท่าน เพราะท่านเป็นญาติสนิทที่สุดของข้าพเจ้า แต่ก่อนอื่น ลูกเอ๋ย ข้าพเจ้าต้องบอกความจริงแก่ท่านอย่างตรงไปตรงมา 11ข้าพเจ้าเคยให้นางเป็นภรรยาแก่สามีที่เป็นญาติกันถึงเจ็ดคนแล้ว แต่ทุกคนตายในคืนแต่งงานก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับนาง บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงกินและดื่มเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงจัดการให้ท่าน”a 12โทบียาห์พูดขึ้นว่า “ข้าพเจ้าจะไม่กินและจะไม่ดื่มเป็นอันขาด ถ้าท่านไม่ตัดสินใจในเรื่องของข้าพเจ้าก่อน” รากูเอลตอบว่า “ข้าพเจ้าจะทำ ข้าพเจ้ายกนางให้เป็นภรรยาของท่านตามข้อกำหนดในหนังสือของโมเสส และตามที่สวรรค์กำหนดจะให้นางแก่ท่าน จงรับน้องสาวของท่านเป็นภรรยาเถิด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านเป็นสามีของนาง และนางเป็นภรรยาของท่าน นางเป็นของท่านแล้วตั้งแต่วันนี้ตลอดไป ลูกเอ๋ย ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงพิทักษ์รักษาลูกทั้งสองคนในคืนนี้ และประทานพระเมตตาและสันติแก่ลูกทั้งสองเถิด” 13รากูเอลเรียกนางซาราห์บุตรหญิง เมื่อนางเข้ามา เขาจับมือนางไว้ จูงนางไปมอบให้โทบียาห์ พลางพูดว่า “จงรับนางเป็นภรรยาของท่านตามธรรมบัญญัติและตามข้อกำหนดที่เขียนไว้ในหนังสือของโมเสส จงรับนางและนำนางไปที่บ้านของบิดาของท่านอย่างปลอดภัย ขอพระเจ้าแห่งสวรรค์โปรดให้ท่านมีสันติสุขและคุ้มครองท่านในการเดินทางเถิด” 14แล้วเขาเรียกมารดาของนางซาราห์เข้ามา สั่งให้นำกระดาษมาแผ่นหนึ่ง และเขียนสัญญาการแต่งงาน ระบุว่าขอมอบบุตรหญิงของตนให้เป็นภรรยาของโทบียาห์ตามข้อกำหนดในธรรมบัญญัติของโมเสส ต่อจากนั้น ทุกคนก็เริ่มกินและดื่ม
15รากูเอลเรียกนางเอดนาภรรยาของตน สั่งว่า “น้องเอ๋ย จงเตรียมห้องอีกห้องหนึ่ง และนำซาราห์ไปที่นั่น” 16นางเอดนาไปเตรียมเตียงไว้ในห้องตามคำสั่ง แล้วนำบุตรหญิงเข้าไปด้วย นางร้องไห้เพราะบุตรหญิง แล้วเช็ดน้ำตา พูดว่า 17”ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดี ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ทรงเปลี่ยนความทุกข์ของลูกให้เป็นความยินดี ลูกเอ๋ย จงทำใจให้ดี” แล้วนางก็ออกไป
VI. โทบียาห์จับปลาตัวใหญ่
VI. โทบียาห์จับปลาตัวใหญ่
6 1โทบียาห์ออกเดินทางไปพร้อมกับทูตสวรรค์ สุนัขเดินตามเขาไปด้วย ทั้งสองคนเดินทางไปจนถึงเย็นของวันแรก จึงค้างคืนอยู่ริมแม่น้ำไทกริส 2ชายหนุ่มลงไปล้างเท้าในแม่น้ำ ทันใดนั้น ปลาใหญ่ตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาจากน้ำและพยายามจะกัดกินเท้าของเขา 3แต่ทูตสวรรค์บอกเขาว่า “จงจับปลาไว้ อย่าปล่อยให้หนีไป” ชายหนุ่มจับปลาได้แล้วลากขึ้นมาบนฝั่ง 4ทูตสวรรค์จึงบอกเขาว่า “จงแล่ปลา เอาดี หัวใจและตับออกมาเก็บไว้ แล้วโยนเครื่องในส่วนอื่นทิ้งไป ดี หัวใจ และตับมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค 5ชายหนุ่มจึงแล่ปลาตัวนั้น เอาดี หัวใจและตับออกมา นำเนื้อปลาส่วนหนึ่งมาย่างกิน ส่วนที่เหลือใส่เกลือทำเค็มเก็บไว้ 6เขาทั้งสองคนเดินทางต่อไป จนมาถึงใกล้ดินแดนแคว้นมีเดีย
7ชายหนุ่มถามทูตสวรรค์ว่า “พี่อาซาริยาห์ หัวใจ ตับและดีของปลาจะรักษาโรคอะไรได้” 8เขาตอบว่า “ถ้าเผาหัวใจและตับของปลาตัวนี้ต่อหน้าชายหรือหญิงที่ถูกปีศาจหรือจิตชั่วร้ายเข้าสิง ควันจะทำให้เขาพ้นจากการถูกรบกวน และปีศาจจะหนีไป ไม่เข้ามาใกล้อีก 9ส่วนดีของปลาใช้ทาตาของผู้ที่มีฝ้าขาว เมื่อเป่าลมลงที่ฝ้าขาวแล้ว ตาก็จะหายจากโรค”
10เมื่อเขาทั้งสองคนเข้าไปในแคว้นมีเดีย อยู่ใกล้เมืองเอกบาทานา 11ราฟาเอลพูดกับชายหนุ่มว่า “น้องโทบียาห์” เขาตอบว่า “อะไรครับ” ทูตสวรรค์กล่าวต่อไปว่า “คืนนี้เราจะต้องพักที่บ้านของรากูเอลซึ่งเป็นญาติคนหนึ่งของท่าน เขามีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่อซาราห์ 12เขาไม่มีบุตรชายหรือบุตรหญิงคนอื่นนอกจากซาราห์ ท่านเป็นญาติใกล้ชิดa จึงมีสิทธิ์แต่งงานกับนางมากกว่าชายอื่น และมีสิทธิ์รับทรัพย์สมบัติของบิดาของนางเป็นมรดก นางเป็นหญิงปรีชารอบคอบ กล้าหาญและงดงาม บิดาของนางเป็นคนดี”b 13เขายังเสริมอีกว่า “ท่านมีสิทธิ์แต่งงานกับนาง น้องเอ๋ย จงฟังเถิด เย็นวันนี้ ข้าพเจ้าจะพูดเรื่องนางกับบิดาของนาง เพื่อเขาจะสงวนนางไว้เป็นคู่หมั้นของท่าน เมื่อเราจะกลับมาจากเมืองราเกส ก็จะจัดพิธีแต่งงาน ข้าพเจ้ารู้แน่ว่ารากูเอลจะไม่ปฏิเสธที่จะยกนางให้ท่าน หรือจะไม่ไห้นางหมั้นกับชายอื่น เพราะเขาจะต้องเสี่ยงรับโทษถึงตายตามข้อกำหนดในหนังสือของโมเสส รากูเอลรู้ดีว่าท่านมีสิทธิ์จะแต่งงานกับบุตรหญิงของเขามากกว่าชายอื่น น้องเอ๋ย บัดนี้จงฟังข้าพเจ้าเถิด คืนนี้เราจะพูดเรื่องหญิงสาว และเรื่องการขอแต่งงาน เมื่อเรากลับมาจากเมืองราเกส เราจะรับนางและนำนางกลับไปบ้านของท่านพร้อมกับเรา”
14โทบียาห์จึงตอบราฟาเอลว่า “พี่อาซาริยาห์ ข้าพเจ้าได้ยินว่านางเคยแต่งงานแล้วถึงเจ็ดครั้ง แต่สามีทุกคนก็ตายในห้องหอในคืนแต่งงานก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ ข้าพเจ้าได้ยินอีกว่าปีศาจเป็นผู้ฆ่าสามีของนาง 15เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงกลัว ปีศาจคงจะหึงหวงนางc จึงไม่ทำร้ายนาง แต่ถ้าผู้ใดเข้ามาใกล้นาง มันก็จะฆ่าเขาเสีย ข้าพเจ้าเป็นบุตรชายคนเดียวของบิดา จึงเกรงว่าถ้าข้าพเจ้าตาย ก็จะเป็นเหตุให้บิดามารดาต้องตายด้วยความเสียใจที่สูญเสียบุตรชาย บิดามารดาของข้าพเจ้าไม่มีบุตรชายคนอื่นอีกแล้วที่จะฝังศพของท่านทั้งสอง”16แต่ราฟาเอลตอบว่า “ท่านจำคำตักเตือนของบิดาไม่ได้หรือ เขาสั่งท่านให้รับหญิงจากเครือญาติของท่านเป็นภรรยา น้องเอ๋ย จงฟังข้าพเจ้า อย่ากังวลเรื่องปีศาจเลย จงรับนางเป็นภรรยาเถิด ข้าพเจ้าแน่ใจว่าเย็นนี้ท่านจะได้รับนางเป็นภรรยา 17แต่เมื่อท่านจะเข้าในห้องหอ จงนำหัวใจและตับของปลาออกมาใส่ในไฟเผากำยาน จะมีควันขึ้น และเมื่อปีศาจได้กลิ่นก็จะหนีไปและไม่กลับมาใกล้นางอีกเลย 18แต่ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กับนาง ท่านทั้งสองคนจงยืนขึ้นอธิษฐานวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ได้ประทานพระกรุณาและความรอดพ้นแก่ท่านทั้งสอง อย่ากลัวไปเลย พระเจ้าทรงกำหนดให้นางเป็นของท่านตั้งแต่นิรันดรแล้ว ท่านจะช่วยนางให้รอดพ้น นางจะตามท่านไป และข้าพเจ้าคิดว่าท่านจะมีบุตรกับนาง ท่านจะรักบุตรอย่างมากd อย่าห่วงไปเลย” 19เมื่อโทบียาห์ได้ยินถ้อยคำของราฟาเอล และรู้ว่านางซาราห์เป็นญาติในวงศ์ตระกูลของบิดา เขาก็รักนางมากจนมีใจผูกพันกับนางอย่างยิ่ง
6 1โทบียาห์ออกเดินทางไปพร้อมกับทูตสวรรค์ สุนัขเดินตามเขาไปด้วย ทั้งสองคนเดินทางไปจนถึงเย็นของวันแรก จึงค้างคืนอยู่ริมแม่น้ำไทกริส 2ชายหนุ่มลงไปล้างเท้าในแม่น้ำ ทันใดนั้น ปลาใหญ่ตัวหนึ่งกระโดดขึ้นมาจากน้ำและพยายามจะกัดกินเท้าของเขา 3แต่ทูตสวรรค์บอกเขาว่า “จงจับปลาไว้ อย่าปล่อยให้หนีไป” ชายหนุ่มจับปลาได้แล้วลากขึ้นมาบนฝั่ง 4ทูตสวรรค์จึงบอกเขาว่า “จงแล่ปลา เอาดี หัวใจและตับออกมาเก็บไว้ แล้วโยนเครื่องในส่วนอื่นทิ้งไป ดี หัวใจ และตับมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค 5ชายหนุ่มจึงแล่ปลาตัวนั้น เอาดี หัวใจและตับออกมา นำเนื้อปลาส่วนหนึ่งมาย่างกิน ส่วนที่เหลือใส่เกลือทำเค็มเก็บไว้ 6เขาทั้งสองคนเดินทางต่อไป จนมาถึงใกล้ดินแดนแคว้นมีเดีย
7ชายหนุ่มถามทูตสวรรค์ว่า “พี่อาซาริยาห์ หัวใจ ตับและดีของปลาจะรักษาโรคอะไรได้” 8เขาตอบว่า “ถ้าเผาหัวใจและตับของปลาตัวนี้ต่อหน้าชายหรือหญิงที่ถูกปีศาจหรือจิตชั่วร้ายเข้าสิง ควันจะทำให้เขาพ้นจากการถูกรบกวน และปีศาจจะหนีไป ไม่เข้ามาใกล้อีก 9ส่วนดีของปลาใช้ทาตาของผู้ที่มีฝ้าขาว เมื่อเป่าลมลงที่ฝ้าขาวแล้ว ตาก็จะหายจากโรค”
10เมื่อเขาทั้งสองคนเข้าไปในแคว้นมีเดีย อยู่ใกล้เมืองเอกบาทานา 11ราฟาเอลพูดกับชายหนุ่มว่า “น้องโทบียาห์” เขาตอบว่า “อะไรครับ” ทูตสวรรค์กล่าวต่อไปว่า “คืนนี้เราจะต้องพักที่บ้านของรากูเอลซึ่งเป็นญาติคนหนึ่งของท่าน เขามีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่อซาราห์ 12เขาไม่มีบุตรชายหรือบุตรหญิงคนอื่นนอกจากซาราห์ ท่านเป็นญาติใกล้ชิดa จึงมีสิทธิ์แต่งงานกับนางมากกว่าชายอื่น และมีสิทธิ์รับทรัพย์สมบัติของบิดาของนางเป็นมรดก นางเป็นหญิงปรีชารอบคอบ กล้าหาญและงดงาม บิดาของนางเป็นคนดี”b 13เขายังเสริมอีกว่า “ท่านมีสิทธิ์แต่งงานกับนาง น้องเอ๋ย จงฟังเถิด เย็นวันนี้ ข้าพเจ้าจะพูดเรื่องนางกับบิดาของนาง เพื่อเขาจะสงวนนางไว้เป็นคู่หมั้นของท่าน เมื่อเราจะกลับมาจากเมืองราเกส ก็จะจัดพิธีแต่งงาน ข้าพเจ้ารู้แน่ว่ารากูเอลจะไม่ปฏิเสธที่จะยกนางให้ท่าน หรือจะไม่ไห้นางหมั้นกับชายอื่น เพราะเขาจะต้องเสี่ยงรับโทษถึงตายตามข้อกำหนดในหนังสือของโมเสส รากูเอลรู้ดีว่าท่านมีสิทธิ์จะแต่งงานกับบุตรหญิงของเขามากกว่าชายอื่น น้องเอ๋ย บัดนี้จงฟังข้าพเจ้าเถิด คืนนี้เราจะพูดเรื่องหญิงสาว และเรื่องการขอแต่งงาน เมื่อเรากลับมาจากเมืองราเกส เราจะรับนางและนำนางกลับไปบ้านของท่านพร้อมกับเรา”
14โทบียาห์จึงตอบราฟาเอลว่า “พี่อาซาริยาห์ ข้าพเจ้าได้ยินว่านางเคยแต่งงานแล้วถึงเจ็ดครั้ง แต่สามีทุกคนก็ตายในห้องหอในคืนแต่งงานก่อนจะมีเพศสัมพันธ์ ข้าพเจ้าได้ยินอีกว่าปีศาจเป็นผู้ฆ่าสามีของนาง 15เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงกลัว ปีศาจคงจะหึงหวงนางc จึงไม่ทำร้ายนาง แต่ถ้าผู้ใดเข้ามาใกล้นาง มันก็จะฆ่าเขาเสีย ข้าพเจ้าเป็นบุตรชายคนเดียวของบิดา จึงเกรงว่าถ้าข้าพเจ้าตาย ก็จะเป็นเหตุให้บิดามารดาต้องตายด้วยความเสียใจที่สูญเสียบุตรชาย บิดามารดาของข้าพเจ้าไม่มีบุตรชายคนอื่นอีกแล้วที่จะฝังศพของท่านทั้งสอง”16แต่ราฟาเอลตอบว่า “ท่านจำคำตักเตือนของบิดาไม่ได้หรือ เขาสั่งท่านให้รับหญิงจากเครือญาติของท่านเป็นภรรยา น้องเอ๋ย จงฟังข้าพเจ้า อย่ากังวลเรื่องปีศาจเลย จงรับนางเป็นภรรยาเถิด ข้าพเจ้าแน่ใจว่าเย็นนี้ท่านจะได้รับนางเป็นภรรยา 17แต่เมื่อท่านจะเข้าในห้องหอ จงนำหัวใจและตับของปลาออกมาใส่ในไฟเผากำยาน จะมีควันขึ้น และเมื่อปีศาจได้กลิ่นก็จะหนีไปและไม่กลับมาใกล้นางอีกเลย 18แต่ก่อนจะมีเพศสัมพันธ์กับนาง ท่านทั้งสองคนจงยืนขึ้นอธิษฐานวอนขอองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ได้ประทานพระกรุณาและความรอดพ้นแก่ท่านทั้งสอง อย่ากลัวไปเลย พระเจ้าทรงกำหนดให้นางเป็นของท่านตั้งแต่นิรันดรแล้ว ท่านจะช่วยนางให้รอดพ้น นางจะตามท่านไป และข้าพเจ้าคิดว่าท่านจะมีบุตรกับนาง ท่านจะรักบุตรอย่างมากd อย่าห่วงไปเลย” 19เมื่อโทบียาห์ได้ยินถ้อยคำของราฟาเอล และรู้ว่านางซาราห์เป็นญาติในวงศ์ตระกูลของบิดา เขาก็รักนางมากจนมีใจผูกพันกับนางอย่างยิ่ง
V. ราฟาเอล
V. ราฟาเอล
5 1โทบียาห์จึงตอบโทบิตผู้บิดาว่า “พ่อครับ ลูกจะทำทุกอย่างที่พ่อสั่ง 2แต่ลูกจะไปนำเงินกลับมาได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่รู้จักลูก และลูกไม่รู้จักเขา ลูกจะต้องให้อะไรเป็นเครื่องหมาย เขาจะได้เชื่อลูกและคืนเงินให้ลูก นอกจากนั้น ลูกยังไม่รู้ทางไปแคว้นมีเดียอีกด้วย 3โทบิตจึงตอบโทบียาห์บุตรชายว่า “เขาได้ลงนามในสัญญาและพ่อก็ได้ลงนามในสัญญาให้เขา เราแบ่งสัญญานั้นเป็นสองส่วน เก็บไว้คนละส่วน พ่อเก็บไว้ส่วนหนึ่งa อีกส่วนหนึ่งอยู่กับเขาพร้อมกับเงิน บัดนี้ เวลาผ่านไปแล้วถึงยี่สิบปีตั้งแต่ที่พ่อฝากเงินไว้กับเขา ลูกจงไปหาผู้ไว้ใจได้สักคนหนึ่งเป็นเพื่อนเดินทาง เราจะให้ค่าจ้างแก่เขาเป็นค่าล่วงเวลาจนลูกกลับมา ลูกจงไปนำเงินคืนมาจากกาบาเอลเถิด”
4โทบียาห์ออกไปหาคนนำทางไปแคว้นมีเดีย พอเขาออกไป ก็พบทูตสวรรค์b ราฟาเอล ยืนเผชิญหน้าเขา โทบียาห์ไม่รู้ว่าเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า 5จึงถามว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านมาจากไหน” ทูตสวรรค์ตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพี่น้องชาวอิสราเอลคนหนึ่ง มาหางานทำ” โทบียาห์ถามว่า “ท่านรู้จักทางไปแคว้นมีเดียไหม” 6เขาตอบว่า “รู้ซิ ข้าพเจ้าเคยไปที่นั่นหลายครั้ง รู้ทางทุกสายเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปแคว้นมีเดียบ่อยๆ และพักอยู่กับกาบาเอล พี่น้องของเราซึ่งอยู่ที่เมืองราเกสในแคว้นมีเดีย – การเดินทางจากเมืองเอกบาทานาไปเมืองราเกสกินเวลาสองวันc เมืองราเกสตั้งอยู่ในแถบภูเขา ส่วนเมืองเอกบาทานาตั้งอยู่ในที่ราบd – 7โทบียาห์จึงพูดว่า “เพื่อนเอ๋ย รอข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าจะไปบอกบิดา ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านเดินทางไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจ่ายค่าจ้างให้ท่าน” 8เขาก็ตอบว่า “ไปเถิด ข้าพเจ้าจะคอย แต่อย่าให้นานนัก”
9โทบียาห์ไปบอกโทบิตผู้บิดาว่า “พ่อครับ ลูกได้พบพี่น้องชาวอิสราเอลคนหนึ่ง” โทบิตสั่งว่า “ไปเรียกเขามาพบพ่อซิ พ่ออยากรู้ว่าเขามาจากครอบครัวและตระกูลใด เป็นคนน่าไว้ใจที่จะไปกับลูกหรือไม่” 10โทบียาห์จึงออกไปเรียกเขา พูดว่า “เพื่อนเอ๋ย บิดาของข้าพเจ้าต้องการพบท่าน” เขาจึงเข้าไปข้างใน โทบิตทักทายเขาก่อน เขาพูดว่า “ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ” โทบิตตอบว่า “ข้าพเจ้าจะมีความสุขได้อย่างไร ข้าพเจ้าตาบอด มองไม่เห็นแสงบนท้องฟ้า ข้าพเจ้าจมอยู่ในความมืดเหมือนบรรดาผู้ตายที่ไม่เห็นแสงสว่างอีกแล้ว แม้ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็อยู่กับบรรดาผู้ตาย ข้าพเจ้าได้ยินเสียงผู้คน แต่มองไม่เห็น” ราฟาเอลตอบว่า “ทำใจดีๆไว้ พระเจ้าจะทรงรักษาท่านในไม่ช้า ทำใจดีๆไว้เถิด” โทบิตพูดว่า “โทบียาห์บุตรของข้าพเจ้าต้องการไปยังแคว้นมีเดีย เพื่อนเอ๋ย ท่านจะเดินทางนำเขาไปได้ไหม ข้าพเจ้าจะจ่ายค่าจ้างให้ท่าน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้ายินดีพาเขาไป ข้าพเจ้ารู้ทางทุกสายดี ข้าพเจ้าเคยไปแคว้นมีเดียบ่อยๆ ข้าพเจ้าเดินข้ามที่ราบและภูเขาทุกแห่งในแคว้นนั้น รู้จักทางทุกสาย” 11โทบิตถามว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านมาจากครอบครัวและตระกูลใด จงบอกให้ข้าพเจ้ารู้ด้วย” 12เขาตอบว่า “ท่านจะรู้จักครอบครัวและตระกูลของข้าพเจ้าไปทำไม” โทบิตตอบว่า “ข้าพเจ้าต้องการรู้ให้แน่ว่าท่านเป็นบุตรของใครและชื่ออะไร”
13เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าชื่ออาซาริยาห์ เป็นบุตรของอานาเนียผู้ยิ่งใหญ่ ญาติคนหนึ่งของท่าน 14โทบิตจึงพูดว่า “ยินดีต้อนรับ และขอให้มีความสุขสบายเถิด น้องชาย โปรดอย่าถือสา ถ้าข้าพเจ้าต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับครอบครัวของท่าน น้องชาย ท่านจึงเป็นญาติของข้าพเจ้า มาจากตระกูลที่ดีและมีเกียรติ ข้าพเจ้าเคยรู้จักอานาเนียและนาธัน บุตรสองคนของเชไมอาห์ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งสองคนเคยไปกรุงเยรูซาเล็มกับข้าพเจ้า เคยนมัสการพระเจ้าพร้อมกับข้าพเจ้า เขาไม่เคยละทิ้งทางที่ถูกต้อง พี่น้องของท่านเป็นคนดี ท่านมาจากวงศ์ตระกูลที่ดี ข้าพเจ้าเต็มใจต้อนรับ”
15เขาพูดต่อไปว่า “ข้าพเจ้าจะให้ค่าจ้างท่านวันละหนึ่งเหรียญดรักมา นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายสำหรับท่านและบุตรของข้าพเจ้าด้วย 16จงเดินทางไปกับบุตรของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะเพิ่มค่าจ้างให้อีก” ราฟาเอลตอบว่า “ข้าพเจ้าจะเดินทางไปกับเขา อย่ากลัวเลย เราจะออกเดินทางอย่างปลอดภัย และจะกลับมาหาท่านอย่างปลอดภัย เพราะเส้นทางปลอดภัย” 17โทบิตตอบว่า “น้องชาย ขอพระเจ้าทรงอวยพรท่านเถิด” แล้วหันไปพูดกับบุตรของตนว่า “ลูกเอ๋ย จงไปเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง จงออกเดินทางไปพร้อมกับพี่ชายผู้นี้ของลูก ขอพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ทรงพิทักษ์รักษาทั้งสองคนให้ปลอดภัยจนถึงจุดหมาย แล้วทรงนำกลับมาหาข้าพเจ้าอย่างปลอดภัย ลูกเอ๋ย ขอทูตสวรรค์ของพระองค์เดินทางไปกับทั้งสองคนและคุ้มครองให้พ้นจากอันตรายเถิด” โทบียาห์เตรียมตัวออกเดินทาง เขาจูบลาบิดามารดา โทบิตอวยพรว่า “ขอให้ลูกเดินทางโดยปลอดภัยเถิด”
18มารดาของเขาเริ่มร้องไห้ พูดกับโทบิตว่า “ทำไมท่านต้องส่งลูกของฉันไป เขาเป็นเสมือนไม้เท้าในมือของเราทั้งสองคนมิใช่หรือ เขาเป็นผู้จูงเราให้เดินมิใช่หรือ 19อย่ามัวสะสมเงินทองอยู่เลย มันไม่มีค่าเท่ากับลูกของเราe 20องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานชีวิตแก่เราอย่างไรก็ดีพอแล้ว” 21โทบิตพูดกับนางว่า “เธออย่าเป็นห่วงไปเลยf ลูกของเราจะเดินทางอย่างปลอดภัย และจะกลับมาหาเราอย่างปลอดภัย ตาของเธอจะเห็นวันที่ลูกจะกลับมาหาเธออย่างปลอดภัย 22น้องเอ๋ย อย่าเป็นห่วงไปเลย อย่ากลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเขาเลย 22ทูตสวรรค์ที่ดีองค์หนึ่งจะไปกับเขา การเดินทางของเขาจะเรียบร้อยประสบความสำเร็จ เขาจะกลับมาหาเราอย่างปลอดภัย” 23นางจึงหยุดร้องไห้
5 1โทบียาห์จึงตอบโทบิตผู้บิดาว่า “พ่อครับ ลูกจะทำทุกอย่างที่พ่อสั่ง 2แต่ลูกจะไปนำเงินกลับมาได้อย่างไร ในเมื่อเขาไม่รู้จักลูก และลูกไม่รู้จักเขา ลูกจะต้องให้อะไรเป็นเครื่องหมาย เขาจะได้เชื่อลูกและคืนเงินให้ลูก นอกจากนั้น ลูกยังไม่รู้ทางไปแคว้นมีเดียอีกด้วย 3โทบิตจึงตอบโทบียาห์บุตรชายว่า “เขาได้ลงนามในสัญญาและพ่อก็ได้ลงนามในสัญญาให้เขา เราแบ่งสัญญานั้นเป็นสองส่วน เก็บไว้คนละส่วน พ่อเก็บไว้ส่วนหนึ่งa อีกส่วนหนึ่งอยู่กับเขาพร้อมกับเงิน บัดนี้ เวลาผ่านไปแล้วถึงยี่สิบปีตั้งแต่ที่พ่อฝากเงินไว้กับเขา ลูกจงไปหาผู้ไว้ใจได้สักคนหนึ่งเป็นเพื่อนเดินทาง เราจะให้ค่าจ้างแก่เขาเป็นค่าล่วงเวลาจนลูกกลับมา ลูกจงไปนำเงินคืนมาจากกาบาเอลเถิด”
4โทบียาห์ออกไปหาคนนำทางไปแคว้นมีเดีย พอเขาออกไป ก็พบทูตสวรรค์b ราฟาเอล ยืนเผชิญหน้าเขา โทบียาห์ไม่รู้ว่าเป็นทูตสวรรค์ของพระเจ้า 5จึงถามว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านมาจากไหน” ทูตสวรรค์ตอบว่า “ข้าพเจ้าเป็นพี่น้องชาวอิสราเอลคนหนึ่ง มาหางานทำ” โทบียาห์ถามว่า “ท่านรู้จักทางไปแคว้นมีเดียไหม” 6เขาตอบว่า “รู้ซิ ข้าพเจ้าเคยไปที่นั่นหลายครั้ง รู้ทางทุกสายเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปแคว้นมีเดียบ่อยๆ และพักอยู่กับกาบาเอล พี่น้องของเราซึ่งอยู่ที่เมืองราเกสในแคว้นมีเดีย – การเดินทางจากเมืองเอกบาทานาไปเมืองราเกสกินเวลาสองวันc เมืองราเกสตั้งอยู่ในแถบภูเขา ส่วนเมืองเอกบาทานาตั้งอยู่ในที่ราบd – 7โทบียาห์จึงพูดว่า “เพื่อนเอ๋ย รอข้าพเจ้าก่อน ข้าพเจ้าจะไปบอกบิดา ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านเดินทางไปกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะจ่ายค่าจ้างให้ท่าน” 8เขาก็ตอบว่า “ไปเถิด ข้าพเจ้าจะคอย แต่อย่าให้นานนัก”
9โทบียาห์ไปบอกโทบิตผู้บิดาว่า “พ่อครับ ลูกได้พบพี่น้องชาวอิสราเอลคนหนึ่ง” โทบิตสั่งว่า “ไปเรียกเขามาพบพ่อซิ พ่ออยากรู้ว่าเขามาจากครอบครัวและตระกูลใด เป็นคนน่าไว้ใจที่จะไปกับลูกหรือไม่” 10โทบียาห์จึงออกไปเรียกเขา พูดว่า “เพื่อนเอ๋ย บิดาของข้าพเจ้าต้องการพบท่าน” เขาจึงเข้าไปข้างใน โทบิตทักทายเขาก่อน เขาพูดว่า “ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ” โทบิตตอบว่า “ข้าพเจ้าจะมีความสุขได้อย่างไร ข้าพเจ้าตาบอด มองไม่เห็นแสงบนท้องฟ้า ข้าพเจ้าจมอยู่ในความมืดเหมือนบรรดาผู้ตายที่ไม่เห็นแสงสว่างอีกแล้ว แม้ข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็อยู่กับบรรดาผู้ตาย ข้าพเจ้าได้ยินเสียงผู้คน แต่มองไม่เห็น” ราฟาเอลตอบว่า “ทำใจดีๆไว้ พระเจ้าจะทรงรักษาท่านในไม่ช้า ทำใจดีๆไว้เถิด” โทบิตพูดว่า “โทบียาห์บุตรของข้าพเจ้าต้องการไปยังแคว้นมีเดีย เพื่อนเอ๋ย ท่านจะเดินทางนำเขาไปได้ไหม ข้าพเจ้าจะจ่ายค่าจ้างให้ท่าน” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้ายินดีพาเขาไป ข้าพเจ้ารู้ทางทุกสายดี ข้าพเจ้าเคยไปแคว้นมีเดียบ่อยๆ ข้าพเจ้าเดินข้ามที่ราบและภูเขาทุกแห่งในแคว้นนั้น รู้จักทางทุกสาย” 11โทบิตถามว่า “เพื่อนเอ๋ย ท่านมาจากครอบครัวและตระกูลใด จงบอกให้ข้าพเจ้ารู้ด้วย” 12เขาตอบว่า “ท่านจะรู้จักครอบครัวและตระกูลของข้าพเจ้าไปทำไม” โทบิตตอบว่า “ข้าพเจ้าต้องการรู้ให้แน่ว่าท่านเป็นบุตรของใครและชื่ออะไร”
13เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าชื่ออาซาริยาห์ เป็นบุตรของอานาเนียผู้ยิ่งใหญ่ ญาติคนหนึ่งของท่าน 14โทบิตจึงพูดว่า “ยินดีต้อนรับ และขอให้มีความสุขสบายเถิด น้องชาย โปรดอย่าถือสา ถ้าข้าพเจ้าต้องการรู้ความจริงเกี่ยวกับครอบครัวของท่าน น้องชาย ท่านจึงเป็นญาติของข้าพเจ้า มาจากตระกูลที่ดีและมีเกียรติ ข้าพเจ้าเคยรู้จักอานาเนียและนาธัน บุตรสองคนของเชไมอาห์ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งสองคนเคยไปกรุงเยรูซาเล็มกับข้าพเจ้า เคยนมัสการพระเจ้าพร้อมกับข้าพเจ้า เขาไม่เคยละทิ้งทางที่ถูกต้อง พี่น้องของท่านเป็นคนดี ท่านมาจากวงศ์ตระกูลที่ดี ข้าพเจ้าเต็มใจต้อนรับ”
15เขาพูดต่อไปว่า “ข้าพเจ้าจะให้ค่าจ้างท่านวันละหนึ่งเหรียญดรักมา นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายสำหรับท่านและบุตรของข้าพเจ้าด้วย 16จงเดินทางไปกับบุตรของข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะเพิ่มค่าจ้างให้อีก” ราฟาเอลตอบว่า “ข้าพเจ้าจะเดินทางไปกับเขา อย่ากลัวเลย เราจะออกเดินทางอย่างปลอดภัย และจะกลับมาหาท่านอย่างปลอดภัย เพราะเส้นทางปลอดภัย” 17โทบิตตอบว่า “น้องชาย ขอพระเจ้าทรงอวยพรท่านเถิด” แล้วหันไปพูดกับบุตรของตนว่า “ลูกเอ๋ย จงไปเตรียมสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง จงออกเดินทางไปพร้อมกับพี่ชายผู้นี้ของลูก ขอพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ทรงพิทักษ์รักษาทั้งสองคนให้ปลอดภัยจนถึงจุดหมาย แล้วทรงนำกลับมาหาข้าพเจ้าอย่างปลอดภัย ลูกเอ๋ย ขอทูตสวรรค์ของพระองค์เดินทางไปกับทั้งสองคนและคุ้มครองให้พ้นจากอันตรายเถิด” โทบียาห์เตรียมตัวออกเดินทาง เขาจูบลาบิดามารดา โทบิตอวยพรว่า “ขอให้ลูกเดินทางโดยปลอดภัยเถิด”
18มารดาของเขาเริ่มร้องไห้ พูดกับโทบิตว่า “ทำไมท่านต้องส่งลูกของฉันไป เขาเป็นเสมือนไม้เท้าในมือของเราทั้งสองคนมิใช่หรือ เขาเป็นผู้จูงเราให้เดินมิใช่หรือ 19อย่ามัวสะสมเงินทองอยู่เลย มันไม่มีค่าเท่ากับลูกของเราe 20องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานชีวิตแก่เราอย่างไรก็ดีพอแล้ว” 21โทบิตพูดกับนางว่า “เธออย่าเป็นห่วงไปเลยf ลูกของเราจะเดินทางอย่างปลอดภัย และจะกลับมาหาเราอย่างปลอดภัย ตาของเธอจะเห็นวันที่ลูกจะกลับมาหาเธออย่างปลอดภัย 22น้องเอ๋ย อย่าเป็นห่วงไปเลย อย่ากลัวว่าจะเกิดอันตรายกับเขาเลย 22ทูตสวรรค์ที่ดีองค์หนึ่งจะไปกับเขา การเดินทางของเขาจะเรียบร้อยประสบความสำเร็จ เขาจะกลับมาหาเราอย่างปลอดภัย” 23นางจึงหยุดร้องไห้
วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557
IV. โทบียาห์
IV. โทบียาห์
4 1วันเดียวกันนั้น โทบิตระลึกถึงเงินที่ตนเคยฝากไว้กับกาบาเอลที่เมืองราเกสในแคว้นมีเดีย 2เขาคิดว่า “ข้าพเจ้าถึงกับได้ขอความตายแล้ว ข้าพเจ้าน่าจะเรียกโทบียาห์ บุตรชายมาบอกเรื่องเงินจำนวนนี้ก่อนตาย” 3เขาจึงเรียกโทบียาห์บุตรชายเข้ามาพบ และบอกว่า “เมื่อพ่อตายแล้วa ลูกจงฝังศพพ่ออย่างดี จงนับถือแม่ของลูก อย่าทอดทิ้งแม่ไปตราบที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ จงทำทุกอย่างตามที่แม่ต้องการ อย่าให้แม่ต้องเศร้าใจ 4ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่าแม่ต้องเผชิญอันตรายมากมายเพื่อลูกเมื่อลูกยังอยู่ในครรภ์ เมื่อแม่ตาย จงฝังศพของแม่ไว้ข้างพ่อในหลุมเดียวกัน”
5”ลูกเอ๋ย จงระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกวันตลอดชีวิตของลูก อย่าจงใจทำบาปหรือละเมิดบทบัญญัติของพระองค์เลย จงกระทำความดีทุกวันตลอดชีวิต อย่าดำเนินตามหนทางที่ไม่ถูกต้อง 6เพราะผู้ที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องb จะประสบความสำเร็จในกิจการของตน”
7”จงแบ่งทรัพย์สมบัติของลูกส่วนหนึ่งไว้ทำทาน อย่าเสียดายสิ่งที่ลูกให้เป็นทาน อย่าเบือนหน้าจากคนยากจน แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงผินพระพักตร์ไปจากลูก 8จงให้ทานตามสัดส่วนทรัพย์สมบัติที่ลูกมี ถ้ามีมาก จงให้มาก ถ้ามีน้อย ก็อย่าลังเลจะให้ทานเพียงเล็กน้อย 9การกระทำเช่นนี้เป็นการสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในยามขัดสน 10เพราะการให้ทานปลดปล่อยให้พ้นความตาย และป้องกันมิให้ลงไปสู่ความมืด 11การให้ทานเป็นบรรณาการประเสริฐเฉพาะพระพักตร์พระผู้สูงสุดสำหรับทุกคนที่ให้ทาน”
12”ลูกเอ๋ย จงระวังอย่าผิดประเวณีเลย ก่อนอื่น จงเลือกภรรยาจากวงศ์ตระกูลของบรรพบุรุษ อย่าแต่งงานกับหญิงต่างชาติซึ่งไม่อยู่ในวงศ์ตระกูลของบรรพบุรุษ เพราะเราเป็นบุตรของบรรดาประกาศก จงระลึกถึงโนอาห์ อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ บรรพบุรุษของเราตั้งแต่แรกเริ่ม เขาทุกคนแต่งงานกับหญิงจากเครือญาติของตนทั้งสิ้น และทุกคนได้รับพระพรในบรรดาลูกหลาน เชื้อสายของเขาจะได้แผ่นดินเป็นมรดก 13บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงรักพี่น้องของลูก อย่าคิดดูหมิ่นพี่น้องของลูก จงเลือกภรรยาจากเครือญาติพี่น้องของลูก เพราะความหยิ่งจองหองนำไปสู่หายนะและความกังวลมากมาย ความเกียจคร้านย่อมทำให้เกิดความขัดสนและความยากจน เพราะความเกียจคร้านเป็นบ่อเกิดของความอดอยาก”
14”อย่าเก็บค่าจ้างของผู้ที่ทำงานให้ลูกค้างคืนไว้ จงจ่ายให้เขาทันที ถ้าลูกรับใช้พระเจ้า พระองค์จะทรงตอบแทนให้ลูก ลูกเอ๋ย จงระวังตัวในกิจการทุกอย่างที่ลูกทำ จงปฏิบัติตนให้อยู่ในวินัยเสมอ 15ลูกเกลียดสิ่งใด ก็อย่าทำสิ่งนั้นแก่ผู้อื่น อย่าดื่มเหล้าองุ่นจนเมามาย อย่าให้ความเมามายเดินไปกับลูกเลย”
16”จงแบ่งอาหารของลูกให้แก่ผู้หิวโหย จงแบ่งเสื้อผ้าของลูกให้แก่ผู้ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ ลูกมีสิ่งใดเหลือใช้ ก็จงให้เป็นทาน อย่าเสียดายสิ่งที่ลูกให้เป็นทาน 17ลูกจงวางอาหารบนหลุมฝังศพของผู้ชอบธรรม แต่อย่าให้สิ่งใดแก่คนบาปเลย”c
18”จงขอคำแนะนำจากคนฉลาดสุขุมทุกคน อย่าดูหมิ่นคำแนะนำใดๆที่เป็นประโยชน์ 19จงถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของลูกในทุกกรณี จงวอนขอพระองค์ทรงบันดาลให้หนทางของลูกเที่ยงตรง ให้ความพยายามและแผนการของลูกบรรลุผลทุกประการ เพราะไม่มีชนชาติใดมีความปรีชาฉลาด แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าคือผู้ประทานความดีทุกประการ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยกย่องผู้ใดตามพระประสงค์d และทรงให้เขาตกต่ำถึงแดนมรณะตามพระประสงค์ด้วย บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงจดจำบทบัญญัติเหล่านี้ อย่าปล่อยให้เลือนไปจากจิตใจของลูกเลย”
20”บัดนี้ ลูกเอ๋ย พ่อบอกให้ลูกรู้ว่าพ่อเคยฝากเงินหนักประมาณสามร้อยสี่สิบกิโลกรัมไว้กับกาบาเอล พี่ชายของกาบรีอัส ที่เมืองราเกสในแคว้นมีเดีย 21ลูกเอ๋ย อย่ากลัวถ้าเราจะยากจนลง ลูกจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย ถ้าลูกยำเกรงพระเจ้า ถ้าลูกหลีกเลี่ยงการทำบาปทุกชนิด และทำเฉพาะสิ่งที่พอพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของลูก
4 1วันเดียวกันนั้น โทบิตระลึกถึงเงินที่ตนเคยฝากไว้กับกาบาเอลที่เมืองราเกสในแคว้นมีเดีย 2เขาคิดว่า “ข้าพเจ้าถึงกับได้ขอความตายแล้ว ข้าพเจ้าน่าจะเรียกโทบียาห์ บุตรชายมาบอกเรื่องเงินจำนวนนี้ก่อนตาย” 3เขาจึงเรียกโทบียาห์บุตรชายเข้ามาพบ และบอกว่า “เมื่อพ่อตายแล้วa ลูกจงฝังศพพ่ออย่างดี จงนับถือแม่ของลูก อย่าทอดทิ้งแม่ไปตราบที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ จงทำทุกอย่างตามที่แม่ต้องการ อย่าให้แม่ต้องเศร้าใจ 4ลูกเอ๋ย จงจำไว้ว่าแม่ต้องเผชิญอันตรายมากมายเพื่อลูกเมื่อลูกยังอยู่ในครรภ์ เมื่อแม่ตาย จงฝังศพของแม่ไว้ข้างพ่อในหลุมเดียวกัน”
5”ลูกเอ๋ย จงระลึกถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกวันตลอดชีวิตของลูก อย่าจงใจทำบาปหรือละเมิดบทบัญญัติของพระองค์เลย จงกระทำความดีทุกวันตลอดชีวิต อย่าดำเนินตามหนทางที่ไม่ถูกต้อง 6เพราะผู้ที่ปฏิบัติอย่างถูกต้องb จะประสบความสำเร็จในกิจการของตน”
7”จงแบ่งทรัพย์สมบัติของลูกส่วนหนึ่งไว้ทำทาน อย่าเสียดายสิ่งที่ลูกให้เป็นทาน อย่าเบือนหน้าจากคนยากจน แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงผินพระพักตร์ไปจากลูก 8จงให้ทานตามสัดส่วนทรัพย์สมบัติที่ลูกมี ถ้ามีมาก จงให้มาก ถ้ามีน้อย ก็อย่าลังเลจะให้ทานเพียงเล็กน้อย 9การกระทำเช่นนี้เป็นการสะสมทรัพย์สมบัติไว้ในยามขัดสน 10เพราะการให้ทานปลดปล่อยให้พ้นความตาย และป้องกันมิให้ลงไปสู่ความมืด 11การให้ทานเป็นบรรณาการประเสริฐเฉพาะพระพักตร์พระผู้สูงสุดสำหรับทุกคนที่ให้ทาน”
12”ลูกเอ๋ย จงระวังอย่าผิดประเวณีเลย ก่อนอื่น จงเลือกภรรยาจากวงศ์ตระกูลของบรรพบุรุษ อย่าแต่งงานกับหญิงต่างชาติซึ่งไม่อยู่ในวงศ์ตระกูลของบรรพบุรุษ เพราะเราเป็นบุตรของบรรดาประกาศก จงระลึกถึงโนอาห์ อับราฮัม อิสอัคและยาโคบ บรรพบุรุษของเราตั้งแต่แรกเริ่ม เขาทุกคนแต่งงานกับหญิงจากเครือญาติของตนทั้งสิ้น และทุกคนได้รับพระพรในบรรดาลูกหลาน เชื้อสายของเขาจะได้แผ่นดินเป็นมรดก 13บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงรักพี่น้องของลูก อย่าคิดดูหมิ่นพี่น้องของลูก จงเลือกภรรยาจากเครือญาติพี่น้องของลูก เพราะความหยิ่งจองหองนำไปสู่หายนะและความกังวลมากมาย ความเกียจคร้านย่อมทำให้เกิดความขัดสนและความยากจน เพราะความเกียจคร้านเป็นบ่อเกิดของความอดอยาก”
14”อย่าเก็บค่าจ้างของผู้ที่ทำงานให้ลูกค้างคืนไว้ จงจ่ายให้เขาทันที ถ้าลูกรับใช้พระเจ้า พระองค์จะทรงตอบแทนให้ลูก ลูกเอ๋ย จงระวังตัวในกิจการทุกอย่างที่ลูกทำ จงปฏิบัติตนให้อยู่ในวินัยเสมอ 15ลูกเกลียดสิ่งใด ก็อย่าทำสิ่งนั้นแก่ผู้อื่น อย่าดื่มเหล้าองุ่นจนเมามาย อย่าให้ความเมามายเดินไปกับลูกเลย”
16”จงแบ่งอาหารของลูกให้แก่ผู้หิวโหย จงแบ่งเสื้อผ้าของลูกให้แก่ผู้ไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ ลูกมีสิ่งใดเหลือใช้ ก็จงให้เป็นทาน อย่าเสียดายสิ่งที่ลูกให้เป็นทาน 17ลูกจงวางอาหารบนหลุมฝังศพของผู้ชอบธรรม แต่อย่าให้สิ่งใดแก่คนบาปเลย”c
18”จงขอคำแนะนำจากคนฉลาดสุขุมทุกคน อย่าดูหมิ่นคำแนะนำใดๆที่เป็นประโยชน์ 19จงถวายพระพรแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของลูกในทุกกรณี จงวอนขอพระองค์ทรงบันดาลให้หนทางของลูกเที่ยงตรง ให้ความพยายามและแผนการของลูกบรรลุผลทุกประการ เพราะไม่มีชนชาติใดมีความปรีชาฉลาด แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าคือผู้ประทานความดีทุกประการ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยกย่องผู้ใดตามพระประสงค์d และทรงให้เขาตกต่ำถึงแดนมรณะตามพระประสงค์ด้วย บัดนี้ ลูกเอ๋ย จงจดจำบทบัญญัติเหล่านี้ อย่าปล่อยให้เลือนไปจากจิตใจของลูกเลย”
20”บัดนี้ ลูกเอ๋ย พ่อบอกให้ลูกรู้ว่าพ่อเคยฝากเงินหนักประมาณสามร้อยสี่สิบกิโลกรัมไว้กับกาบาเอล พี่ชายของกาบรีอัส ที่เมืองราเกสในแคว้นมีเดีย 21ลูกเอ๋ย อย่ากลัวถ้าเราจะยากจนลง ลูกจะมีทรัพย์สมบัติมากมาย ถ้าลูกยำเกรงพระเจ้า ถ้าลูกหลีกเลี่ยงการทำบาปทุกชนิด และทำเฉพาะสิ่งที่พอพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของลูก
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)