ใน 1ยอห์น2ข้อ20 และ27
(1ยน. 2:20 [TBS1971])
และท่านทั้งหลายได้รับการทรงเจิมจากพระองค์ผู้บริสุทธิ์แล้ว และท่านทุกคนก็มีความรู้
(1ยน. 2:20 [ThaiKJV])
ท่านทั้งหลายได้รับการทรงเจิมจากพระองค์ผู้บริสุทธิ์แล้ว และท่านก็รู้ทุกสิ่ง
(1ยน. 2:20 [ThCB])
ท่านทั้งหลายได้รับการเจิมจากองค์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ และทุกคนต่างได้รับความรู้
ส่วนสำนวนพระคัมภีร์ฉับบใหม่ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
(1ยน. 2:20 [THSV])
แต่พวกท่านได้รับการชโลมจากพระองค์ผู้บริสุทธิ์แล้ว และท่านทุกคนก็มีความรู้
(1ยน. 2:27 [TBS1971])
และฝ่ายท่านทั้งหลาย การเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กับท่าน และไม่จำเป็นต้องมีใครสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิมนั้นได้สอนท่านให้รู้ทุกสิ่ง และเป็นความจริง และไม่ใช่ความเท็จ การเจิมนั้นสอนท่านทั้งหลายแล้วอย่างใด ท่านจงตั้งมั่นคงอยู่กับพระองค์อย่างนั้น
(1ยน. 2:27 [ThaiKJV])
แต่การเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กับท่าน และท่านไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิมนั้นสอนท่านให้รู้ทุกสิ่ง และเป็นความจริง ไม่ใช่ความเท็จ การเจิมนั้นได้สอนท่านทั้งหลายมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงตั้งมั่นคงอยู่ในพระองค์อย่างนั้น
(1ยน. 2:27 [ThCB])
แต่สำหรับท่าน การได้รับเจิมจากพระองค์ยังคงอยู่ในท่าน และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอนท่านอีก เพราะการเจิมของพระองค์นั้นสอนทุกสิ่งให้ท่าน และเพราะการเจิมนั้นเป็นจริงและไม่หลอกลวง จงดำรงอยู่ในพระองค์ตามคำสั่งสอนที่ท่านได้รับมา
(1ยน. 2:27 [THSV])
ส่วนท่านทั้งหลาย การชโลมซึ่งท่านได้รับจากพระองค์นั้นก็ดำรงอยู่กับท่าน และไม่จำเป็นต้องมีใครสอนท่าน เพราะว่าการชโลมของพระองค์นั้นสอนท่านให้รู้ทุกสิ่ง และเป็นความจริง ไม่ใช่ความเท็จ การชโลมนั้นสอนพวกท่านแล้วอย่างไร ท่านจงอยู่ในพระองค์อย่างนั้น
คำตอบที่ได้จากผู้แปลสามคมพระคริสตธรรม....
ทำไมพระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานเปลี่ยนจากคำว่า "เจิม" เป็น "ชโลม"?
| เขียนโดย ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย | |
ความหมายของคำว่า “เจิม” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้คำนิยามว่าเอาแป้งหอมแต้มเป็นจุดๆ ที่หน้าผากหรือสิ่งที่ต้องการให้มีสิริมงคล; เสริม, เพิ่ม, เช่น เจิมปากกระทง สิ่งที่เราเห็นความแตกต่างที่ชัดเจนคือ ธรรมเนียมปฏิบัติในการเจิมของไทยคือ เอาแป้งหอมมาแต้มเป็นจุดๆ ที่หน้า
ผาก แต่ในขณะที่การเจิมของพระคัมภีร์เดิมนั้นจะใช้นำ้มันที่บรรจุในเขาสัตว์แล้วเทลงบนศีรษะของผู้รับการเจิม คนไทยส่วนใหญ่เมื่อได้ยินคำว่า "เจิม" จะคิดถึงการเอาแป้งแต้มที่หน้าผากมากกว่าคิดถึงการเทน้ำมันลงบนศีรษะ ในพระคัมภีร์เดิมมีคำกริยาฮีบรู 2 คำที่ใช้กับการชโลมและการเจิมด้วยน้ำมันมะกอกคือคำว่า “ซูค” ตัวอย่างของพระคัมภีร์เดิมที่ใช้คำว่า “ซูค” ได้แก่ใน ฉธบ. 28:40 ที่กล่าวว่า “ท่านจะมีต้นมะกอกอยู่ทั่วอาณาเขตของท่าน แต่ท่านจะไม่ได้น้ำมาชโลมตัวท่าน เพราะว่าผลมะกอกของท่านจะร่วงหล่นเสีย" คำว่า "ชโลม" ในข้อนี้พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษมักจะแปลว่า "anoint" แต่บริบทนี้ไม่จำเป็นต้องแปลว่าเจิม เพราะมันไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนาเลย อีกตอนหนึ่งได้แก่ 2 ซมอ. 12:20 ที่กล่าวว่า “แล้วดาวิดทรงลุกขึ้นจากพื้นดิน ชำระพระกาย ชโลมพระองค์ เปลี่ยนฉลองพระองค์ ดำเนินเข้าไปในพระนิเวศของพระยาห์เวห์และนมัสการแล้วเสด็จกลับพระราชวังของพระองค์ รับสั่งให้จัดอาหารมา แล้วพระองค์ก็เสวย” ถึงแม้ในบริบทนี้ไม่มีคำว่า “น้ำมัน” แต่คำว่า “ชโลม” ก็ทำให้เรานึกภาพออกว่าใช้น้ำมันมาชโลมร่างกาย บางครั้งคำว่า “ซูค” ไม่ได้ถูกแปลว่า “ชโลม” แต่จะถูกแปลว่า “ทา” เช่น นรธ 3:3 ที่นาโอมีบอกนางรูธว่า "จงอาบน้ำทาน้ำมันหอม สวมเครื่องแต่งกายแล้วลงไปที่ลานนวดข้าว แต่อย่าให้เขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นั่นจนกว่าเขาจะรับประทานและดื่มเสร็จแล้ว" เมื่อมีการไว้ทุกข์นั้นก็มีการละเว้นไม่ใช้น้ำมัน เช่นใน ดนล. 10:2-3 ที่ดาเนียลกล่าวว่า "ในคราวนั้น ข้าพเจ้าดาเนียลไว้ทุกข์อยู่ 3 สัปดาห์ ข้าพเจ้าไม่ได้รับประทานอาหารชั้นสูง เนื้อหรือเหล้าองุ่นก็ไม่ได้เข้าปากข้าพเจ้าข้าพเจ้าไม่ได้ชโลมตัวเลยตลอด 3 สัปดาห์ คำที่ลองคือคำว่า "มาชาฆ" นี้ใช้กับสถานที่และเครื่องใช้ทางศาสนา รวมทั้งบุคคลสำคัญ เช่น ใน อพย. 30:26-31 ที่พระยาห์เวห์ได้บัญชาโมเสสว่า "แล้วจงเอาน้ำมันนั้นเจิมเต็นท์นัดพบ หีบแห่งสักขีพยานโต๊ะและเครื่องใช้ทุกอย่างสำหรับโต๊ะ คันประทีบกับเครื่องใช้ประจำคันประทีป และแท่นเผาเครื่องหอม แท่นเครื่องบูชาเผาทั้งตัวและเครื่องใช้ทุกอย่างสำหรับแท่น ทั้งอ่างและฐานรองนั้น จงชำระของเหล่านี้ให้บริสุทธิ์ เืพ่อจะได้บริสุทธิ์ที่สุด สิ่งใดๆ มาถูกของเลห่านี้ก็จะบริสุทธิ์ไปด้วย แล้วเจ้าจงเจิมและชำระอาโรนกับบุตรของเขาให้บริสุทธิ์ เพื่อพวกเขาจะได้เป็นปุโรหิตปรนนิบัติเรา จงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลว่า "นี่เป็นน้ำมันเจิมอันศักดิ์สิทธิ์สำหรับเราตลอดชั่วชาติพันธุ์ของพวกเจ้า" และเมื่อเราอ่านข้อ 32 ต่อไปเราจะพบว่าคำที่แปลว่าเจิมในภาษาฮีบรูเป้นคนละคำ "ห้ามเจิมคนสามัญด้วยน้ำมันนี้ น้ำมันนี้บริสุทธิ์ มันจะบริสุทธิ์สำหรับพวกเจ้า" เพราะคนสามัญไม่ได้รับการสถาปนา ซึ่งใน อพย. 29:29 ได้กล่าวถึงการเจิมและการสถาปนานั้นเป็นการกระทำที่ควบคู่กัน "เสื้อตำแหน่งบริสุทธิ์ของอาโรนจะเป็นของเชื้อสายของเขาสืบต่อไป ให้พวกเขาสวมเมื่อรับการเจิมและรับการสถาปนา" จากภาษาฮีบรูเราจะเห็นว่าในการสถาปนานั้น นอกจากจะมีการใช้น้ำมันเจิมแล้ว ยังมีการวางมือด้วย นอกจากนี้คำว่า เมสสิยาห์ หรือ มาชีอาฆซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ของคำว่า “มาชาฆ” นอกจากมหาปุโรหิตจะได้รับการเจิมแล้วกษัตริย์ก็ได้รับการเจิมด้วยดังปรากฏใน 1 ซมอ. 10:1 แล้วหรือ?” แต่เมื่อซาอูลไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระองค์ก็ได้ปลดซาอูลออกจากการเป็นกษัตริย์และให้ซามูเอลไปเจิมดาวิดเป็นกษัตริย์แทน ดังที่ปรากฏใน 1 ซมอ.16:13 ซา?มูเอลจึงนำเขาสัตว์ที่มีน้ำมัน เจิมเขา?ไว้ท่ามกลางพวกพี่ชายของเขา และพระวิญญาณของพระยาห์เวห์ทรงสวมทับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป้นต้นไป และซามูเอลก็ลุกขึ้นกลับไปรามาห์ ผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้เจิมทั้งกษัตริย์และผู้เผยพระวจนะตาม 1 พกษ.19:16 "และเยฮูบุตรนิมชีนั้น จงเจิมให้เป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอล และเอลีชาบุตรชาฟัทชาวอาเบลเมโฮลาห์ จงเจิมให้เป็นผู้เผยพระวจนะแทนเจ้า" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ฉบับกรีกมีคำในภาษากรีกอยู่ 4 คำ ที่ได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “anoint” แต่พระคัมภีร์ไทยฉบับมาตรฐานไม่ได้แปลเป็นคำว่า “เจิม” ได้แก่คำว่า “อไลย์โฟ้" คำว่า “อไลย์โฟ้ ในสมัยพระคัมภีร์ นำ้มันมะกอกนอกจากจะใช้เป็นเครื่องสำอางแล้ว ยังถูกใช้เป็นยารักษาโรคอีกด้วย เช่น ใน มก. 6:13 “พวกเขาขับผีออกหลายตน และเอาน้ำมันชโลมคนเจ็บป่วยหลายคนให้หายโรค" แต่นอกจากจะเป็นยาแล้ว น่าจะเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการอธิษฐานเผื่อผู้ป่วยให้หายโรคดังที่ปรากฏใน ยก. 5:14 -15 “มีใครในพวกท่านเจ็บป่วยหรือ? จงให้คนนั้นเชิญบรรดาผู้ปกครองของคริสตจักรมา และให้ท่านเหล่านั้นอธิษฐานเผื่อเขาและชโลมเขาด้วยน้ำมันในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า การอธิษฐานด้วยความเชื่อจะรักษาผู้ป่วยให้หายโรค และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงให้เขาลุกขึ้นได้ และถ้าเขาเคยทำบาป พระองค์ก็จะทรงให้อภัย ในบริบทนี้จะเห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่ทำให้หายโรคคือการอธิษฐานด้วยความเชื่อ ไม่ใช่เพียงเอาน้ำมันมา อีกบริบทหนึ่งที่น่าสนใจในการใช้น้ำมันชดลมคือในการชดลมพระศพของพระเยซูคริสต์ดังใน มก.16:1 "เมื่อวันสะบาโตผ่านพ้นไปแล้ว มารีย์ชาวมักดาลา มารีย์มารดาของยากอบพร้อมกับนางสะโลเม ไปซื้อเครื่องหอมเพื่อจะนำไปชโลมพระศพของพระองค์" ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการอธิษฐานด้วยความเชื่อ แต่เป็นการให้ความสำคัญกับการดูแลศพของบุคคลที่เป็นที่เคารพ คำว่า “ไคร์โอ้” คำว่า “คริสม่า” คำว่า ”อีพิคริโอ” สรุป การเจิมและการชโลมมีความหมายคล้ายคลึงกัน แต่คำว่าเจิมเป็นคำที่เป็นทางการ และมักจะใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องการสถาปนาหรือแต่งตั้งบุคคลสำคัญในพระคัมภีร์ และวิธีการเจิมในพระคัมภีร์น้นจะใช้น้ำมันเทลงบนศีรษะ แต่การเจิมแบบที่คนไทยทั่วไปเข้าใจนั้นเป็นการเจิมทางพิธีกรรมทางศาสนาที่ใช้แป้งไปแต้ม เพื่อไม่ให้คนไทยเข้าใจผิดเราจึงไม่ได้ใช้คำว่า เจิมทุกครั้งในการแปล เพราะเราไม่ได้แปลพระคัมภีร์จากภาษาอังกฤษ แต่แปลจากภาษาฮีบรูและกรีก และคำว่า anoint นั้นที่จริงก็มีความหมายกว้างกว่า เจิม และในภาษาฮีบรูมีการใช้คำแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างการเจิมบุคคลสำคัญ และการชโลมของคนธรรมดา และบุคคลสำคัญที่ได้รับการเจิมจะถูกเรียกว่า เมสสิยาห์ ปัจจุบันคริสเตียนไทยใช้คำว่าเจิมนี้อย่างเกร่อจนไม่แน่ใจว่าผู้พูดต้องการหมายความว่าอะไรหรืออาจจะพูดตามนักเทศน์ชาวต่างประเทศที่ชอบใช้คำว่า “anointing” โดยเฉพาะมักจะพูดถึงการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถ้าจะหมายความว่าเป็นการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นครั้งๆ นั้น ควรจะใช้ว่า การสำแดง หรือการเปี่ยมล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์มากกว่า เช่น เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาในวันเพ็นเตคอสต์ พระคัมภีร์บันทึกว่า “พวกเขาทั้งหมดก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงเริ่มต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงให้พูด” (กจ. 2:4) และอีกอย่างหากเราใช้โดยไม่รู้ว่ามันตรงกับคำกรีกคำไหนใน 4 คำ ก็จะไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ ในท่ามกลางคริสเตียนไทยกลุ่มใหญ่นี้ เราแต่ละคนมีประสบการณ์ไม่เหมือนกันเราจึงควรจะระมัดระวังความเข้าใจผิดของความหมายของคำด้วย
อ้างอิงที่มาจากที่นี่
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น