วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
บทอ่านประจำวัน 01 สิงหาคม 57 ศุกร์ วันศุกร์ต้นเดือน ระลึกถึง น อัลฟองโซ
วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2014ระลึกถึง น.อัลฟองโซ เดลิกวอรี พระสังฆราช นักปราชญ์แห่งพระศาสนจักร
บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ( ยรม 26:1-9 ) เมื่อเริ่มรัชกาลของกษัตริย์เยโฮยาคิม พระโอรสของกษัตริย์โยสิยาห์แห่งยูดาห์ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับประกาศกเยเรมีย์ “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ว่า จงไปยืนที่ลานพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า จงพูดกับชาวเมืองทุกเมืองแห่งยูดาห์ที่มานมัสการในพระวิหารขององค์พระผู้ เป็นเจ้า จงพูดทุกคำที่เราสั่งให้ท่านพูดกับเขา อย่าละเว้นแม้แต่คำเดียว เขาอาจจะฟัง และแต่ละคนจะกลับใจละทิ้งความประพฤติชั่วของตน แล้วเราจะเปลี่ยนใจไม่ลงโทษดังที่เราได้ตั้งใจจะทำต่อเขาเพราะความชั่วที่ เขาได้ทำ
ท่านจงพูดกับเขาทั้งหลายว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ ถ้าท่านทั้งหลายไม่ยอมฟังเรา ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติที่เราให้ท่านไว้ ถ้าท่านไม่ยอมฟังถ้อยคำของบรรดาประกาศกผู้รับใช้ของเรา ที่เราส่งไปหาท่านครั้งแล้วครั้งเล่า และท่านไม่ได้ฟังเขา เราจะทำให้เมืองนี้เป็นเหมือนเมืองชิโลห์ เป็นที่สาปแช่งให้ชนทุกชาติในแผ่นดินได้เห็นเป็นตัวอย่าง’” บรรดาสมณะ ประกาศก และประชากรทั้งหมดได้ยินเยเรมีย์พูดถ้อยคำเหล่านี้ในพระวิหารขององค์พระผู้ เป็นเจ้า เมื่อเยเรมีย์กล่าวถ้อยคำที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้เขาพูดแก่ประชากร ทุกคนจบแล้ว บรรดาสมณะ ประกาศก และประชากรทั้งหมดได้จับกุมเขา ร้องตะโกนว่า “ท่านต้องตายแน่ ทำไมท่านจึงกล้าประกาศถ้อยคำนี้ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า ‘พระวิหารนี้จะเป็นเหมือนเมืองชิโลห์ และเมืองนี้จะเป็นซากปรักหักพังที่ไม่มีผู้อาศัย’” ประชากรทั้งหมดพากันมาจับกุมเยเรมีย์ในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว ( มธ 13:54-58 )
เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมายังถิ่นกำเนิดของพระองค์ทรงสั่งสอนในศาลาธรรมของชาวยิว ประชาชนต่างประหลาดใจและพูดว่า “คนนี้เอาปรีชาญาณและอำนาจทำอัศจรรย์มาจากที่ใด เขาเป็นลูกช่างไม้มิใช่หรือ แม่ของเขาชื่อมารีย์ พี่ชายน้องชายของเขามิใช่ยากอบ โยเซฟ ซีโมน และยูดาหรือ พี่สาวน้องสาวทุกคนของเขาก็อยู่กับเรามิใช่หรือ เขาไปได้สิ่งเหล่านี้มาจากที่ใด” คนเหล่านี้รู้สึกสะดุดใจและไม่ยอมรับพระองค์ พระเยซูเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า “ประกาศกย่อมไม่ถูกเหยียดหยามนอกจากในถิ่นกำเนิดและในบ้านของตน” พระองค์ทรงทำอัศจรรย์ที่นั่นไม่มากนัก เพราะเขาเหล่านั้นไม่มีความเชื่อ
Living Life ชีวิตเปี่ยมล้น 01082014 เฝ้าเดี่ยวกับ อาจารย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา
(มก. 11:1 [THSV])
เมื่อพระองค์กับพวกสาวกมาใกล้กรุงเยรูซาเล็ม ถึงหมู่บ้านเบธฟายี และหมู่บ้านเบธานีเชิงเขามะกอกเทศ พระองค์ทรงใช้สาวกสองคน
(มก. 11:2 [THSV])
สั่งว่า “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้าพวกท่าน ทันทีที่พวกท่านเข้าไป พวกท่านจะพบลูกลาตัวหนึ่งที่ยังไม่มีใครขึ้นขี่เลยผูกอยู่ จงแก้มันจูงมาเถิด
(มก. 11:3 [THSV])
ถ้ามีใครถามว่า ‘พวกท่านทำอย่างนี้ทำไม?’ จงบอกเขาว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องพระประสงค์ แล้วจะส่งกลับมาที่นี่โดยเร็ว’ ”
(มก. 11:4 [THSV])
สาวกสองคนนั้นจึงไป แล้วพบลูกลาตัวหนึ่งผูกอยู่นอกประตูที่ถนน พวกเขาจึงแก้มัน
(มก. 11:5 [THSV])
บางคนซึ่งยืนอยู่ที่นั่นถามพวกเขาว่า “แก้ลูกลานั้นทำไม?”
(มก. 11:6 [THSV])
พวกเขาก็ตอบตามพระดำรัสสั่งของพระเยซู แล้วคนเหล่านั้นก็ยอมให้เอาไป
(มก. 11:7 [THSV])
พวกเขาจึงจูงลูกลามาให้พระเยซู แล้วเอาเสื้อผ้าของตนปูลงบนหลังลา พระองค์จึงทรงลานั้น
(มก. 11:8 [THSV])
มีคนจำนวนมากเอาเสื้อผ้าของตนปูตามถนน และบางคนก็ตัดกิ่งไม้ใบไม้เขียวสดจากทุ่งนามาปู
(มก. 11:9 [THSV])
คนที่เดินไปข้างหน้ากับคนที่ตามมาข้างหลังก็โห่ร้องว่า “โฮซันนา ขอให้ท่านผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ
(มก. 11:10 [THSV])
ความเจริญรุ่งเรืองจงมีแก่แผ่นดินที่จะมาตั้งอยู่ ซึ่งเป็นของดาวิดบรรพบุรุษของเรา โฮซันนา ในที่สูงสุด”
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Living Life ชีวิตเปี่ยมล้น 31072014 เฝ้าเดี่ยวกับ อาจารย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา
(มก. 10:46 [THSV])
พระเยซูกับพวกสาวกมายังเมืองเยรีโค และขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับพวกสาวกและฝูงชน มีคนตาบอดคนหนึ่งชื่อ บารทิเมอัส บุตรของทิเมอัส นั่งขอทานอยู่ริมทาง
(มก. 10:47 [THSV])
เมื่อคนนั้นได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จมา จึงร้องเสียงดังว่า “เยซู บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด”
(มก. 10:48 [THSV])
มีหลายคนห้ามปรามบอกให้เขาเงียบ แต่เขายิ่งร้องเสียงดังว่า “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด”
(มก. 10:49 [THSV])
พระเยซูทรงหยุดและยืนอยู่ แล้วตรัสว่า “ไปเรียกคนนั้นมา” พวกเขาจึงเรียกคนตาบอดนั้น กล่าวกับเขาว่า “จงยินดีและลุกขึ้นเถิด พระองค์ทรงเรียกท่าน”
(มก. 10:50 [THSV])
คนนั้นก็ทิ้งผ้าห่ม ลุกขึ้นมาหาพระเยซู
(มก. 10:51 [THSV])
พระเยซูจึงตรัสถามเขาว่า “ท่านต้องการจะให้เราทำอะไรให้ท่าน?” คนตาบอดนั้นทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ ขอโปรดให้ตาข้าพระองค์เห็นได้”
(มก. 10:52 [THSV])
พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ท่านหายปกติแล้ว” ทันใดนั้นเขาก็เห็นได้ และเดินตามพระองค์ไป
บทอ่านประจำวัน 31 กรกฎาคม 57 พฤหัส ระลึกถึง น อิกญาซีโอ
วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2014ระลึกถึง น.อิกญาซีโอ เด โลโยลา พระสงฆ์
บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ( ยรม 18:1-6 )
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเยเรมีย์ดังนี้ว่า “จงรีบไปที่บ้านของช่างปั้นหม้อ แล้วเราจะแจ้งถ้อยคำของเราแก่ท่านที่นั่น” ข้าพเจ้าจึงลงไปที่บ้านของช่างปั้นหม้อ เห็นเขากำลังทำงานอยู่ที่แป้นหมุน แต่ภาชนะที่เขากำลังใช้ดินเหนียวปั้นอยู่นั้นเสียรูปใช้ไม่ได้ ดังที่อาจเกิดกับดินเหนียว ในมือของช่างปั้นหม้อ เขาจึงใช้ดินเหนียวนั้นปั้นภาชนะอีกใบหนึ่งตามที่เขาคิดว่าเหมาะสม แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เราจะทำกับท่านอย่างที่ช่างปั้นหม้อคนนี้ทำไม่ได้หรือ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส ดูซิ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ดินเหนียวอยู่ในมือของช่างปั้นหม้ออย่างไร ท่านทั้งหลายก็อยู่ในมือของเราอย่างนั้น
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว ( มธ 13:47-53 )
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนว่า “อาณาจักร สวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับอวนที่หย่อนลงในทะเล ติดปลาทุกชนิด เมื่ออวนเต็มแล้ว ชาวประมงจะลากขึ้นฝั่ง นั่งลงเลือกปลาดีใส่ตะกร้า ส่วนปลาเลวก็โยนทิ้งไป เมื่อถึงเวลาสิ้นโลกก็จะเป็นเช่นนี้ เมื่อถึงคราวสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะมาแยกคนชั่วออกจากคนชอบธรรม ทิ้งคนชั่วลงในขุมไฟ ที่นั่น จะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง” “ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้หรือไม่” บรรดาศิษย์ทูลตอบว่า “เข้าใจแล้ว” พระองค์จึงตรัสว่า “ดังนั้น ธรรมาจารย์ทุกคนที่มาเป็นศิษย์แห่งอาณาจักรสวรรค์ก็เหมือนกับเจ้าบ้านที่นำ ทั้งของใหม่และของเก่าออกจากคลังของตน” เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสเรื่องอุปมาเหล่านี้จบแล้ว พระองค์เสด็จออกจากที่นั่น
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
บทอ่านประจำวัน 30 กรกฎาคม 57 พุธ น เปโตร คริโซโลโก
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม 2014น.เปโตร คริโซโลโก พระสังฆราชและนักปราชญ์
บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ( ยรม 15:10,16-21 )
แม่จ๋า วิบัติจงเกิดแก่ลูก ทำไมแม่จึงคลอดลูกออกมา เป็นเหตุให้ผู้คนทั่วแผ่นดินต้องแตกแยกและทะเลาะวิวาทกัน ลูกไม่ได้ให้ยืม และไม่ได้ยืมใคร แต่ทุกคนสาปแช่งลูก เมื่อ ข้าพเจ้าพบพระวาจา ข้าพเจ้าก็ได้กินพระวาจานั้น พระวาจาของพระองค์เป็นความชื่นบาน และเป็นความยินดีของจิตใจข้าพเจ้า
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าจอมจักรวาล เพราะข้าพเจ้าเป็นของพระองค์ ข้าพเจ้าไม่เคยนั่งเพื่อความสนุก ร่วมหมู่กับคนชอบเยาะเย้ยผู้อื่น ข้าพเจ้านั่งอยู่คนเดียวเพราะพระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะพระองค์ทรงบันดาลให้ข้าพเจ้าโกรธมาก แล้วทำไมความทุกข์ทรมานของข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักจบ ทำไมบาดแผลของข้าพเจ้าจึงรักษาไม่หาย ไม่ยอมหาย สำหรับข้าพเจ้า พระองค์ทรงเป็นเหมือนลำธารที่ทำให้ผิดหวัง เพราะน้ำไม่แน่นอน ดัง นั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสดังนี้ว่า “ถ้าท่านกลับใจ เราจะให้ท่านกลับมา และท่านจะยืนอยู่ต่อหน้าเรา ถ้าท่านรู้จักแยกสิ่งประเสริฐจากสิ่งไร้ค่า ท่านจะเป็นเหมือนปากของเรา เขาทั้งหลายจะกลับมาหาท่าน แต่ท่านต้องไม่กลับไปหาเขา เราจะทำให้ท่านเป็นเหมือนกำแพงทองสัมฤทธิ์ ที่มั่นคงสำหรับประชากรนี้ เขาทั้งหลายจะต่อสู้กับท่าน แต่จะไม่ชนะท่าน เพราะเราอยู่กับท่าน เพื่อช่วยท่านให้รอดพ้นและปลดปล่อยท่าน องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส เราจะช่วยท่านให้พ้นจากมือของคนชั่ว จะไถ่ท่านจากมือของผู้ใช้ความรุนแรง”
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว ( มธ 13:44-46 )
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนว่า “อาณาจักร สวรรค์เปรียบได้กับขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทุ่งนา คนที่พบก็ฝังซ่อนสมบัตินั้น และยินดีกลับไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อนาแปลงนั้น อาณาจักร สวรรค์ยังเปรียบได้อีกกับพ่อค้าที่แสวงหาไข่มุกเม็ดงาม เมื่อได้พบไข่มุกที่มีค่าสูง เขาจะไปขายทุกสิ่งที่มี นำเงินมาซื้อไข่มุกเม็ดนั้น”
Living Life ชีวิตเปี่ยมล้น 30072014 เฝ้าเดี่ยวกับ อาจารย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา
(มก. 10:32 [THSV])
ขณะที่กำลังเดินทางขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้น พระเยซูเสด็จนำหน้าพวกเขา พวกสาวกก็พากันประหลาดใจ และคนที่เดินตามมาก็หวาดกลัว พระองค์จึงทรงพาสาวกสิบสองคนแยกออกมาอีก แล้วตรัสให้พวกเขาทราบถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดกับพระองค์นั้นว่า
(มก. 10:33 [THSV])
“นี่แน่ะ พวกเราจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และบุตรมนุษย์จะทรงถูกมอบไว้กับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ และเขาเหล่านั้นจะลงโทษท่านถึงตาย และจะมอบท่านไว้กับบรรดาคนต่างชาติ
(มก. 10:34 [THSV])
คนต่างชาติเหล่านั้นจะเยาะเย้ยท่าน ถ่มน้ำลายรดท่าน จะเฆี่ยนตีท่านและจะฆ่าท่าน และหลังจากนั้นสามวันแล้วท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่”
(มก. 10:35 [THSV])
ยากอบกับยอห์นบุตรของเศเบดีเข้ามาทูลพระองค์ว่า “พระอาจารย์ ข้าพระองค์ทั้งสองอยากจะขอให้พระองค์ทำตามคำทูลขอของพวกข้าพระองค์”
(มก. 10:36 [THSV])
พระองค์จึงตรัสถามเขาทั้งสองว่า “ท่านทั้งสองอยากจะให้เราทำอะไรให้พวกท่าน?”
(มก. 10:37 [THSV])
พวกเขาจึงทูลตอบว่า “เมื่อพระองค์จะทรงรับเกียรตินั้น ขอให้พวกข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่ง เบื้องซ้ายคนหนึ่ง”
(มก. 10:38 [THSV])
พระเยซูจึงตรัสกับเขาทั้งสองว่า “พวกท่านไม่เข้าใจสิ่งที่พวกท่านขอ ถ้วยที่เราดื่มนั้นพวกท่านดื่มได้หรือ? และบัพติศมาที่เรารับ พวกท่านจะรับได้หรือ?”
(มก. 10:39 [THSV])
เขาทั้งสองทูลตอบว่า “พวกข้าพระองค์ทำได้” พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้วยที่เราดื่มนั้นพวกท่านจะดื่ม และบัพติศมาที่เรารับนั้นท่านจะรับก็จริง
(มก. 10:40 [THSV])
แต่การที่จะให้นั่งข้างขวาหรือข้างซ้ายของเรานั้น ไม่ใช่เราเป็นผู้จัด แต่ให้กับใครก็จะให้แก่คนนั้น”
(มก. 10:41 [THSV])
เมื่อสาวกสิบคนได้ยินเรื่องนี้ก็มีความขุ่นเคืองยากอบและยอห์น
(มก. 10:42 [THSV])
พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่แล้วว่า คนที่นับว่าเป็นผู้ครอบครองของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายอยู่เหนือเขาทั้งหลาย และพวกที่เป็นใหญ่ก็ใช้อำนาจบังคับพวกเขา
(มก. 10:43 [THSV])
ในพวกท่านจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่ถ้ามีใครต้องการจะเป็นใหญ่ท่ามกลางท่าน คนนั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติของท่านทั้งหลาย
(มก. 10:44 [THSV])
และถ้าใครต้องการจะเป็นนาย คนนั้นจะต้องเป็นทาสของคนทั้งหลาย
(มก. 10:45 [THSV])
เพราะว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก”
คำเทศนา วันอาทิตย์ที่ 27/7/2014
(ยรม. 5:1 [THSV])
“จงวิ่งไปมาบนถนนในกรุงเยรูซาเล็ม จงมองและสังเกต จงค้นตามลานเมืองดูทีว่า จะหาสักคนหนึ่งได้หรือไม่ คือคนที่ทำการยุติธรรม และแสวงหาความจริง เพื่อเราจะได้อภัยโทษให้แก่เมืองนั้น
(ยรม. 5:2 [THSV])
แม้พวกเขากล่าวว่า ‘พระยาห์เวห์ทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด’ เขาก็ยังสาบานเท็จ”
(ยรม. 5:3 [THSV])
“ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเนตรของพระองค์ทรงหาความสัตย์จริงไม่ใช่หรือ? พระองค์ทรงเฆี่ยนตีเขาทั้งหลาย แต่เขาก็ไม่รู้สึกเจ็บปวด พระองค์ทรงล้างผลาญเขา แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะรับการแก้ไข เขาได้ทำให้หน้าของตนกระด้างยิ่งกว่าหิน เขาปฏิเสธที่จะหันกลับ”
(ยรม. 5:4 [THSV])
แล้วข้าพเจ้าทูลว่า “คนเหล่านี้เป็นแต่ผู้น้อย เขาไม่มีความคิด เพราะเขาไม่รู้จักพระมรรคาของพระยาห์เวห์ ไม่รู้จักพระบัญญัติของพระเจ้าของเขา
(ยรม. 5:5 [THSV])
ข้าพระองค์จะไปหาพวกผู้ใหญ่ และจะพูดกับพวกเขา เพราะเขารู้จักพระมรรคาของพระยาห์เวห์ และรู้จักพระบัญญัติของพระเจ้าของเขา” แต่พวกเขาทุกคนก็ได้หักแอกเสีย เขาได้ทำลายโซ่ตรวนเสีย
(ยรม. 5:6 [THSV])
เพราะฉะนั้น สิงห์จากป่าจะมาสังหารเขา สุนัขป่าจากที่ราบแห้งแล้งจะทำลายเขา เสือดาวเฝ้าเมืองทั้งหลายของเขา ทุกคนที่ไปจากเมืองเหล่านั้นจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ เพราะการละเมิดของเขาก็มากมาย ความไม่ซื่อสัตย์ของเขาก็ใหญ่โต
(ยรม. 5:7 [THSV])
“เราจะให้อภัยเจ้าได้อย่างไร? ลูกหลานของเจ้าได้ละทิ้งเราแล้ว และได้สาบานโดยผู้ที่ไม่ใช่พระเจ้า เมื่อเราเลี้ยงเขาให้อิ่ม เขาก็ล่วงประเวณี แล้วชุมนุมกันที่บ้านของหญิงแพศยา
(ยรม. 5:8 [THSV])
พวกเขาเหมือนม้าผู้ที่อิ่มหนำและกลัดมัน ทุกคนต่างร้องหาภรรยาของเพื่อนบ้านของตน
(ยรม. 5:9 [THSV])
เพราะสิ่งเหล่านี้เราจะไม่ลงโทษเขาหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “และเราไม่ควรจะแก้แค้นชนชาติที่เป็นอย่างนี้หรือ?”
(ยรม. 5:10 [THSV])
“ไปเถอะ ไปตามแถวต้นองุ่นของมันและทำลายเสีย แต่อย่าให้ถึงอวสานเสียทีเดียว ตัดกิ่งก้านของมันออก เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นของพระยาห์เวห์
(ยรม. 5:11 [THSV])
เพราะพงศ์พันธุ์ของอิสราเอล และพงศ์พันธุ์ของยูดาห์ ได้ทรยศต่อเราอย่างสิ้นเชิงแล้ว” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ
(ยรม. 5:12 [THSV])
เขาทั้งหลายพูดมุสาในเรื่องพระยาห์เวห์ และได้กล่าวว่า “พระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไร ไม่มีการร้ายใดจะเกิดขึ้นกับเรา เราจะไม่เห็นดาบหรือการกันดารอาหาร”
(ยรม. 5:13 [THSV])
ผู้เผยพระวจนะก็จะเป็นเพียงลม พระวจนะไม่มีในคนเหล่านั้น ขอให้เป็นอย่างนั้นแก่พวกเขาเถิด
(ยรม. 5:14 [THSV])
เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพจึงตรัสดังนี้ว่า “เพราะพวกเขากล่าวถ้อยคำเหล่านี้ นี่แน่ะ เราจะทำถ้อยคำของเราที่อยู่ในปากของเจ้าให้เป็นไฟ และประชาชนนี้เป็นฟืน และไฟนั้นจะเผาผลาญเขาเสีย
(ยรม. 5:15 [THSV])
ดูสิ คนอิสราเอลเอ๋ย เราจะนำชนชาติจากแดนไกลมาสู้เจ้าทั้งหลาย พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ เป็นชนชาติที่มั่นคง เป็นชนชาติดึกดำบรรพ์ เป็นชนชาติที่เจ้าไม่รู้ภาษาของเขา เขาจะพูดอะไร เจ้าก็ไม่เข้าใจ
(ยรม. 5:16 [THSV])
แล่งธนูของเขาเหมือนหลุมฝังศพ ทุกคนเป็นนักรบ
(ยรม. 5:17 [THSV])
เขาจะกินสิ่งซึ่งเจ้าเกี่ยวได้ และกินอาหารของเจ้า เขาจะกินบุตรชายและบุตรหญิงของเจ้า เขาจะกินฝูงแกะฝูงโคของเจ้า เขาจะกินเถาองุ่นและต้นมะเดื่อของเจ้า เขาจะใช้ดาบทำลายบรรดาเมืองที่มีป้อมของเจ้า ซึ่งเจ้าวางใจนั้น”
(ยรม. 5:18 [THSV])
พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ถึงแม้ในวันเหล่านั้น เราก็ยังไม่ทำให้เจ้าถึงอวสาน
(ยรม. 5:19 [THSV])
และเมื่อพวกเจ้ากล่าวว่า ‘ทำไมพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราทั้งหลายจึงทรงทำสิ่งเหล่านี้แก่เรา?’ เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า ‘เพราะเจ้าได้ละทิ้งเราไปปรนนิบัติพระต่างด้าวในแผ่นดินของเจ้า เพราะฉะนั้น เจ้าจะต้องไปปรนนิบัติคนต่างชาติในแผ่นดินซึ่งไม่ใช่ของเจ้า’ ”
(ยรม. 5:20 [THSV])
"จงป่าวร้องข้อความต่อไปนี้ในวงศ์วานยาโคบ จงประกาศเรื่องนี้ในยูดาห์
(ยรม. 5:21 [THSV])
“ประชาชนที่โง่เขลาและไร้ความคิดเอ๋ย ผู้มีตา แต่มองไม่เห็น ผู้มีหู แต่ฟังไม่ได้ยิน จงฟังข้อความนี้
(ยรม. 5:22 [THSV])
เจ้าไม่ยำเกรงเราหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เจ้าไม่ตัวสั่นอยู่ต่อหน้าเราหรือ? คือเราผู้วางกองทรายไว้เป็นเขตล้อมทะเล เป็นเครื่องกีดขวางเป็นนิตย์ไม่ให้ผ่านไปได้ แม้ว่าคลื่นจะซัด ก็เอาชนะไม่ได้ แม้ว่าคลื่นจะคะนอง ก็ข้ามไปไม่ได้
(ยรม. 5:23 [THSV])
แต่ประชาชนเหล่านี้มีใจดื้อดึงและกบฏ เขาได้หันเหและจากไปเสีย
(ยรม. 5:24 [THSV])
พวกเขาไม่ได้คิดในใจของตนว่า ‘ให้เรายำเกรงพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา ผู้ประทานฝนตามฤดูของมัน คือฝนต้นฤดูและฝนปลายฤดู และทรงรักษา กฎเกณฑ์ของสัปดาห์แห่งการเก็บเกี่ยวไว้ให้เรา’
(ยรม. 5:25 [THSV])
ความผิดบาปของเจ้าได้ทำให้สิ่งเหล่านี้หันเหไปเสีย และบาปของพวกเจ้าก็กันความดีไว้เสียจากเจ้า
(ยรม. 5:26 [THSV])
เพราะจะพบคนอธรรมท่ามกลางประชากรของเรา เขาซุ่มคอยเหมือนคนดักนกซุ่มอยู่ เขาวางกับไว้ เขาดักจับคน
(ยรม. 5:27 [THSV])
เหมือนกรงที่เต็มไปด้วยนก บ้านของพวกเขาก็เต็มด้วยการทรยศ เพราะฉะนั้น เขาจึงใหญ่โตและมั่งมี
(ยรม. 5:28 [THSV])
เขาจึงตัวอ้วนอ่อนนิ่ม ในเรื่องทำชั่วเขาล้ำหน้า เขาไม่ได้ตัดสินด้วยความยุติธรรม ในคดีของลูกกำพร้า เพื่อให้คดีนั้นก้าวหน้า เขาไม่ได้ป้องกันสิทธิของคนขัดสน
(ยรม. 5:29 [THSV])
เพราะสิ่งเหล่านี้เราจะไม่ลงโทษเขาหรือ?” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “และไม่ควรที่เราจะแก้แค้นประชาชาติที่เป็นอย่างนี้หรือ?
(ยรม. 5:30 [THSV])
“สิ่งน่าหวาดหวั่นและน่ากลัว ได้เกิดขึ้นในแผ่นดินนี้
(ยรม. 5:31 [THSV])
คือผู้เผยพระวจนะได้เผยพระวจนะเท็จ และบรรดาปุโรหิตก็ปกครองตามอำนาจของตน และประชากรของเราก็ชอบแบบนี้ แต่พวกเจ้าจะทำอย่างไรเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง?”
วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Living Life ชีวิตเปี่ยมล้น 29072014 เฝ้าเดี่ยวกับ อาจารย์ปดิพัทธ์ สันติภาดา
(มก. 10:17 [THSV])
เมื่อพระองค์กำลังจะเสด็จออกไปนั้น มีคนหนึ่งวิ่งมาหาพระองค์ คุกเข่าลงทูลถามพระองค์ว่า “อาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร ถึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?”
(มก. 10:18 [THSV])
พระเยซูตรัสกับคนนั้นว่า “ท่านใช้คำว่าประเสริฐทำไม? ไม่มีใครประเสริฐนอกจากพระเจ้าองค์เดียว
(มก. 10:19 [THSV])
ท่านก็รู้จักบัญญัติแล้วที่ว่า ‘ห้ามฆ่าคน ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา ห้ามลักทรัพย์ ห้ามเป็นพยานเท็จ ห้ามโกงเขา จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า’ ”
(มก. 10:20 [THSV])
คนนั้นจึงทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ บัญญัติเหล่านั้นข้าพเจ้าถือรักษาไว้ตั้งแต่เด็ก”
(มก. 10:21 [THSV])
พระเยซูทอดพระเนตรดูคนนั้น ทรงเอ็นดูเขาแล้วตรัสว่า “ท่านยังขาดอยู่อย่างหนึ่ง จงไปขายบรรดาสิ่งของที่ท่านมีอยู่ แจกจ่ายให้กับคนยากจน ท่านจึงจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงกลับมาติดตามเรา”
(มก. 10:22 [THSV])
เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้น ใบหน้าของเขาก็สลด แล้วออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของจำนวนมาก
(มก. 10:23 [THSV])
พระเยซูจึงทอดพระเนตรรอบๆ แล้วตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากจริงๆ”
(มก. 10:24 [THSV])
เหล่าสาวกก็ประหลาดใจเพราะถ้อยคำของพระองค์ แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาอีกว่า “ลูกเอ๋ย การเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากจริงๆ
(มก. 10:25 [THSV])
อูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า”
(มก. 10:26 [THSV])
เหล่าสาวกก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง พูดกันเองว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้?”
(มก. 10:27 [THSV])
พระเยซูทอดพระเนตรพวกเขาแล้วตรัสว่า “ส่วนมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่ไม่เหลือกำลังของพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง”
(มก. 10:28 [THSV])
เปโตรจึงเริ่มทูลพระองค์ว่า “นี่แน่ะ ข้าพระองค์ทั้งหลายยอมสละสิ่งสารพัดและติดตามพระองค์มา”
(มก. 10:29 [THSV])
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ใครก็ตามที่สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือลูก หรือไร่นา เพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐของเรา
(มก. 10:30 [THSV])
คนนั้นจะได้รับผลตอบแทนร้อยเท่าในยุคนี้คือ บ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา ลูก และไร่นา พร้อมการข่มเหงด้วย และในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์
(มก. 10:31 [THSV])
แต่หลายคนที่เป็นคนแรกจะกลับไปเป็นคนสุดท้าย และคนสุดท้ายจะกลับไปเป็นคนแรก”
บทอ่านประจำวัน 29 กรกฎาคม 57 อังคาร ระลึกถึง นบ มาร์ธา
วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม 2014ระลึกถึง น.มาร์ธา
บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ( ยรม 14:17-22 ) องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้า ให้ไปประกาศถ้อยคำนี้แก่เขาทั้งหลายว่า “ตาของเราน่าจะหลั่งน้ำตาทั้งคืนทั้งวันโดยไม่หยุด เพราะบุตรหญิงพรหมจารีของประชากรของเราได้รับภัยพิบัติยิ่งใหญ่ เป็นบาดแผลสาหัสไม่มีทางรักษาให้หายได้ ถ้าเราออกไปในทุ่งนา ก็เห็นผู้ถูกฆ่าด้วยดาบ ถ้าเราเข้าไปในกรุง ก็เห็นผู้ที่อดอาหารตาย ทั้งบรรดาประกาศกและสมณะเดินไปมาในแผ่นดิน โดยไม่รู้ว่าจะทำอะไร” ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงทอดทิ้งยูดาห์โดยสิ้นเชิงแล้วหรือ พระองค์ทรงรังเกียจศิโยนแล้วหรือ ทำไมพระองค์จึงทรงเฆี่ยนตีข้าพเจ้าทั้งหลาย ให้บาดเจ็บจนไม่มีทางรักษา
ข้าพเจ้าทั้งหลายรอคอยสันติภาพ แต่ไม่มีอะไรดีเกิดขึ้น รอคอยเวลาให้หายจากโรค ก็มีแต่ความน่าสยดสยอง ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายยอมรับความเลวร้ายของตน และความชั่วร้ายของบรรพบุรุษ ข้าพเจ้าได้ทำบาปผิดต่อพระองค์ เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออย่าทรงปล่อยให้ที่ประทับแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ถูกลบหลู่ โปรดทรงระลึกถึงข้าพเจ้าทั้งหลาย และอย่าทรงเพิกถอนพันธสัญญาที่ทรงทำไว้กับข้าพเจ้าทั้งหลายเลย ในบรรดารูปเคารพของนานาชาติ มีรูปเคารพใดบ้างทำให้ฝนตกได้ ท้องฟ้าจะให้ฝนตกหนักได้โดยลำพังตนเองหรือ ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของข้าพเจ้าทั้งหลาย มิใช่พระองค์หรือที่ทรงทำเช่นนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงวางใจในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญลูกา ( ลก 10:38-42 )
ขณะที่พระเยซูเจ้าทรงพระดำเนินพร้อมกับบรรดาศิษย์ พระองค์เสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง สตรีผู้หนึ่งชื่อมารธารับเสด็จพระองค์ที่บ้าน นางมีน้องสาวชื่อมารีย์ซึ่งนั่งอยู่แทบพระบาทขององค์พระผู้เป็นเจ้า คอยฟังพระวาจาของพระองค์ มารธากำลังยุ่งอยู่กับการปรนนิบัติรับใช้จึงเข้ามาทูลว่า “พระเจ้าข้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวปล่อยดิฉันคนเดียวให้ปรนนิบัติรับใช้ ขอพระองค์บอกเขาให้มาช่วยดิฉันบ้าง” แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบว่า “มารธา มารธา เธอเป็นห่วงและวุ่นวายหลายสิ่งนัก สิ่งที่จำเป็นมีเพียงสิ่งเดียวมารีย์ได้เลือกเอาส่วนที่ดีที่สุดที่จะไม่มี ใครเอาไปจากเขาได้”
วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
[Thai Living Life] 2013-10-21
(1คร. 1:10 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าวิงวอนท่านในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอให้ปรองดองกัน อย่ามีความแตกแยกในพวกท่าน แต่ขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความคิดและความเห็น
(1คร. 1:11 [THSV])
พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า คนของนางคะโลเอได้เล่าเรื่องของท่านให้ข้าพเจ้าฟังว่า มีการทะเลาะวิวาทกันในระหว่างพวกท่าน
(1คร. 1:12 [THSV])
ข้าพเจ้าหมายความว่า พวกท่านต่างก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เปาโล” หรือ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์อปอลโล” หรือ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์เคฟาส” หรือ “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์พระคริสต์”
(1คร. 1:13 [THSV])
พระคริสต์แบ่งออกเป็นหลายองค์แล้วหรือ? เปาโลถูกตรึงเพื่อท่านทั้งหลายหรือ? ท่านได้รับบัพติศมาในนามของเปาโลหรือ?
(1คร. 1:14 [THSV])
ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าที่ข้าพเจ้าไม่ได้ให้บัพติศมาแก่ผู้หนึ่งผู้ใดในพวกท่าน เว้นแต่คริสปัส และกายอัส
(1คร. 1:15 [THSV])
ดังนั้น จึงไม่มีผู้ใดกล่าวได้ว่าเขาได้รับบัพติศมาในนามของข้าพเจ้า
(1คร. 1:16 [THSV])
(ข้าพเจ้าให้บัพติศมาแก่ครอบครัวของสเทฟานัสด้วย นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าให้บัพติศมาแก่ผู้ใดอีกบ้าง)
(1คร. 1:17 [THSV])
เพราะว่าพระคริสต์ไม่ได้ทรงส่งข้าพเจ้าไปเพื่อให้บัพติศมา แต่เพื่อให้ประกาศข่าวประเสริฐ ไม่ใช่ด้วยการพูดอันชาญฉลาดเพื่อว่าเรื่องกางเขนของพระคริสต์จะไม่หมดฤทธิ์เดช
[Thai Living Life] 2013-10-27
(1คร. 3:10 [THSV])
โดยพระคุณของพระเจ้าที่ประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้วเหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น แต่ละคนต้องระวังให้ดีว่าเขาจะก่อขึ้นอย่างไร
(1คร. 3:11 [THSV])
เพราะว่าใครจะมาวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์
(1คร. 3:12 [THSV])
บนรากนั้นถ้าใครจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง
(1คร. 3:13 [THSV])
การงานของแต่ละคนก็จะปรากฏให้เห็น เพราะวันพิพากษานั้นจะสำแดงให้เห็น คือจะถูกเผยให้เห็นด้วยไฟ และไฟนั้นจะพิสูจน์ว่าการงานของแต่ละคนเป็นอย่างไร
(1คร. 3:14 [THSV])
ถ้าการงานของใครที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ คนนั้นก็จะได้บำเหน็จ
(1คร. 3:15 [THSV])
ถ้าการงานของใครถูกเผาไหม้ไป คนนั้นก็จะได้รับความสูญเสีย ส่วนตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ
(1คร. 3:16 [THSV])
ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน?
(1คร. 3:17 [THSV])
ถ้าใครทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายคนนั้น เพราะว่าวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ และพวกท่านเป็นวิหารนั้น
[Thai Living Life] 2013-10-26
(1คร. 3:1 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจจะพูดกับท่าน เหมือนพูดกับพวกที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ต้องพูดเหมือนพวกที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เหมือนกับพวกที่เป็นทารกในพระคริสต์
(1คร. 3:2 [THSV])
ข้าพเจ้าเลี้ยงพวกท่านด้วยน้ำนม ไม่ใช่ด้วยอาหารแข็ง เพราะว่าเมื่อก่อนท่านไม่สามารถรับ และเดี๋ยวนี้ท่านก็ยังคงไม่สามารถรับได้
(1คร. 3:3 [THSV])
เพราะว่าท่านทั้งหลายยังอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เพราะเมื่อยังอิจฉากัน และขัดเคืองใจกัน พวกท่านก็อยู่ฝ่ายเนื้อหนังและประพฤติอย่างคนทั่วไปไม่ใช่หรือ?
(1คร. 3:4 [THSV])
เพราะเมื่อคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของเปาโล” และอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์ของอปอลโล” ท่านทั้งหลายก็เป็นเหมือนคนทั่วไปไม่ใช่หรือ?
(1คร. 3:5 [THSV])
อปอลโลคือใคร? เปาโลคือใคร? คือผู้ปรนนิบัติซึ่งได้สอนพวกท่านให้เชื่อ ตามงานที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้แต่ละคน
(1คร. 3:6 [THSV])
ข้าพเจ้าปลูก อปอลโลรดน้ำ แต่พระเจ้าทรงทำให้เติบโต
(1คร. 3:7 [THSV])
เพราะฉะนั้นคนที่ปลูกและคนที่รดน้ำไม่สำคัญอะไร แต่พระเจ้าผู้ทรงให้เติบโตนั้นต่างหากที่สำคัญ
(1คร. 3:8 [THSV])
คนที่ปลูกและคนที่รดน้ำก็เป็นพวกเดียวกัน และทุกคนก็จะได้บำเหน็จตามการงานของตน
(1คร. 3:9 [THSV])
เพราะว่าเราร่วมกันทำงานเพื่อพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า และเป็นตึกของพระองค์
[Thai Living Life] 2013-10-25
(1คร. 2:10 [THSV])
พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านี้กับเราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า
(1คร. 2:11 [THSV])
อันความคิดของมนุษย์นั้น จะมีใครหยั่งรู้ได้ถ้าไม่ใช่จิตวิญญาณของมนุษย์คนนั้นเอง พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าเช่นกัน
(1คร. 2:12 [THSV])
เราไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าประทานแก่เรา
(1คร. 2:13 [THSV])
และเรากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยถ้อยคำซึ่งไม่ใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่พระวิญญาณทรงสอนไว้ คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ ให้คนฝ่ายจิตวิญญาณฟัง
(1คร. 2:14 [THSV])
แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ
(1คร. 2:15 [THSV])
แต่คนฝ่ายจิตวิญญาณวินิจฉัยสิ่งสารพัดได้ ทว่าไม่มีใครวินิจฉัยเขาได้
(1คร. 2:16 [THSV])
เพราะว่า “ใครเล่ารู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า ? เพื่อจะแนะนำสั่งสอนพระองค์ได้” แต่เราก็มีพระทัยของพระคริสต์
[Thai Living Life] 2013-10-24
(1คร. 2:1 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้ามาหาท่านเพื่อประกาศความล้ำลึกของพระเจ้าแก่พวกท่านนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้มาด้วยถ้อยคำหวานหูหรือด้วยความฉลาดปราดเปรื่อง
(1คร. 2:2 [THSV])
เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ ในหมู่พวกท่านเลย เว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน
(1คร. 2:3 [THSV])
และข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลายด้วยความอ่อนแอ ด้วยความกลัวและความหวาดหวั่นมาก
(1คร. 2:4 [THSV])
คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้าไม่ใช่เป็นการพูดชักชวนด้วยปัญญาแต่เป็นการสำแดงพระวิญญาณและฤทธานุภาพ
(1คร. 2:5 [THSV])
เพื่อความเชื่อของพวกท่านจะไม่ขึ้นกับปัญญาของมนุษย์ แต่ขึ้นกับฤทธิ์เดชของพระเจ้า
(1คร. 2:6 [THSV])
ถึงกระนั้นเรากล่าวถึงปัญญาในท่ามกลางคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ไม่ใช่ปัญญาของยุคนี้ หรือของอำนาจครอบครองยุคนี้ ซึ่งกำลังเสื่อมสูญไป
(1คร. 2:7 [THSV])
แต่เรากล่าวถึงพระปัญญาของพระเจ้าซึ่งเป็นความล้ำลึก คือพระปัญญาที่ทรงซ่อนไว้นั้น และที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ก่อนปฐมกาล เพื่อการรับศักดิ์ศรีของเรา
(1คร. 2:8 [THSV])
ไม่มีอำนาจครอบครองใดๆ ในยุคนี้รู้จักพระปัญญานี้ เพราะว่าถ้ารู้จักแล้ว จะไม่เอาองค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริตรึงกางเขน
(1คร. 2:9 [THSV])
ดังที่มีเขียนไว้ว่า “สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนทั้งหลายที่รักพระองค์”
[Thai Living Life] 2013-10-23
(1คร. 1:26 [THSV])
พี่น้องทั้งหลาย จงพิจารณาดูสภาพพวกท่านเมื่อได้รับการทรงเรียก มีน้อยคนที่โลกถือว่ามีปัญญา มีน้อยคนที่มีอำนาจ มีน้อยคนที่มีตระกูลสูง
(1คร. 1:27 [THSV])
แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าโง่ เพื่อทำให้พวกมีปัญญาอับอาย และได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้พวกที่แข็งแรงอับอาย
(1คร. 1:28 [THSV])
พระเจ้าได้ทรงเลือกพวกที่โลกถือว่าต่ำต้อยและดูหมิ่น และเห็นว่าไม่สำคัญ เพื่อทำลายสิ่งซึ่งโลกเห็นว่าสำคัญ
(1คร. 1:29 [THSV])
เพื่อไม่ให้มนุษย์สักคนหนึ่งโอ้อวดเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าได้
(1คร. 1:30 [THSV])
โดยพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นพระปัญญาจากพระเจ้าสำหรับเรา ทรงเป็นผู้ทำให้เราชอบธรรม ทรงเป็นผู้ชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่บาป
(1คร. 1:31 [THSV])
เพื่อให้เป็นไปตามคำเขียนไว้ว่า “ให้ผู้โอ้อวด อวดองค์พระผู้เป็นเจ้า”
[Thai Living Life] 2013-10-22
(1คร. 1:18 [THSV])
เพราะว่าคนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ แต่เราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า
(1คร. 1:19 [THSV])
เพราะมีคำเขียนไว้ว่า “เราจะทำลายสติปัญญาของคนมีปัญญา และจะทำให้ความฉลาดของคนฉลาดสูญสิ้นไป”
(1คร. 1:20 [THSV])
คนมีปัญญาของยุคนี้อยู่ที่ไหน? บัณฑิตของยุคนี้อยู่ที่ไหน? นักโต้ปัญหาของยุคนี้อยู่ที่ไหน? พระเจ้าทรงทำให้ปัญญาฝ่ายโลกเป็นความโง่แล้วไม่ใช่หรือ?
(1คร. 1:21 [THSV])
เพราะตามที่ทรงกำหนดไว้ตามพระสติปัญญาของพระเจ้า โลกไม่อาจรู้จักพระเจ้าได้โดยปัญญาของตน พระเจ้าจึงพอพระทัยจะช่วยพวกที่เชื่อให้รอดโดยคำเทศนาโง่ๆ
(1คร. 1:22 [THSV])
พวกยิวขอหมายสำคัญ และพวกกรีกเสาะหาปัญญา
(1คร. 1:23 [THSV])
แต่เราประกาศเรื่องพระคริสต์ทรงถูกตรึงที่กางเขนนั้น อันเป็นสิ่งที่พวกยิวสะดุด และพวกต่างชาติถือว่าเป็นเรื่องโง่
(1คร. 1:24 [THSV])
แต่สำหรับพวกที่พระเจ้าทรงเรียกนั้น ทั้งพวกยิวและพวกกรีก ต่างถือว่าพระคริสต์ทรงเป็นฤทธานุภาพและพระปัญญาของพระเจ้า
(1คร. 1:25 [THSV])
เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังมีกำลังมากยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)